บันทึกการเงิน
มีมุกหนึ่งที่คนเล่น Options ชอบพูดกัน: "เมื่อก่อนเล่นหุ้น หุ้นลงจึงขาดทุน แต่หลังจากรู้จัก Options หุ้นอยู่ที่เดิม เราก็ขาดทุนได้" ฟังแล้วขำ แต่พอเข้าใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น จะเห็นทั้งด้านที่มันน่ากลัวและด้านที่มันเป็นเครื่องมือคุมความเสี่ยงชั้นดีไปพร้อมกัน
บันทึกนี้เรียบเรียงจากสรุป Webull Master Class ตอน Zero to Options Trader ครั้งที่ 1 ที่เพื่อนคนหนึ่งเขียนลงเฟซบุ๊ก วิทยากรสองท่านคือ อาจารย์เอ็ม (ปูพื้นว่า Options คืออะไร) และ คุณเอิร์ธ (พาไปดูว่าเอาไปใช้กับหุ้นจริงยังไง) ซีรีส์เต็มมี 10 ครั้ง
ผมไม่ได้ลอกมาตรง ๆ แต่ขยายความเพิ่มเยอะพอสมควร: วาดภาพ payoff ให้ครบทุกท่า แกะศัพท์ที่เลี่ยงไม่ได้ทีละคำ เติมเลขคำนวณจุดคุ้มทุนให้เห็นกับตา และเสริมเรื่องที่คลาสวันแรกยังไม่ได้ลงลึก เช่น มูลค่าเวลาของสัญญา กับกลไกการถูกใช้สิทธิ์ ส่วนไหนที่เป็นของผมเสริมเอง ผมจะบอกไว้ในกล่องกำกับ
อ่านก่อน
บันทึกนี้ทำเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขหุ้นและมูลค่าต่าง ๆ ที่ยกมาเป็นตัวเลขที่วิทยากรใช้ในคลาสช่วงปลายกรกฎาคม 2026 ซึ่งเปลี่ยนได้ทุกวัน ก่อนตัดสินใจอะไรจริงกรุณาไปตรวจข้อมูลล่าสุดเองอีกรอบครับ
อาจารย์เอ็มเปิดด้วยตัวเลขที่ทำให้คนในห้องเงียบไปพักหนึ่ง ตลาดหุ้นทั้งโลกรวมกันมีมูลค่าราว 100 ล้านล้านดอลลาร์ (100 trillion) ส่วนตลาดอนุพันธ์ (derivative) มีขนาดตามหน้าสัญญา (notional size) อยู่ราว 1,000 ล้านล้านดอลลาร์ (1 quadrillion) มากกว่ากันสิบเท่า
แกะคำศัพท์
Derivative อ่านว่า "ดีริเวทิฟ" แปลว่า "อนุพันธ์" คือสัญญาที่ไม่มีมูลค่าในตัวเอง แต่ไปเกาะราคาของอย่างอื่นอีกที (มาจาก derive = ได้มาจาก) ตัวที่มันเกาะอยู่เรียกว่า underlying หรือสินทรัพย์อ้างอิง เช่น หุ้น ทองคำ น้ำมัน ดัชนี
Notional size อ่านว่า "โนชันนอล ไซซ์" แปลว่า "ขนาดตามหน้าสัญญา" อันนี้ต้องระวังการตีความหน่อย มันคือมูลค่าของของที่สัญญาอ้างถึง ไม่ใช่เงินที่มีคนควักจ่ายจริง สัญญาที่จ่ายเงินจริงแค่หลักพันอาจอ้างถึงของมูลค่าหลักแสนได้ ตัวเลข quadrillion จึงบอกว่า "ตลาดนี้ไปเกี่ยวกับของมูลค่ามหาศาล" ไม่ได้แปลว่ามีเงินสดจำนวนนั้นหมุนอยู่จริง
ที่ตลาดนี้ใหญ่ขนาดนี้ไม่ใช่เพราะคนอยากเล่นพนันกันทั้งโลก แต่เพราะมันตอบโจทย์สองอย่างที่หุ้นเปล่า ๆ ตอบไม่ได้ คือ การล็อกราคาไว้ล่วงหน้า กับ การจำกัดความเสียหายสูงสุดตั้งแต่วันแรก เดี๋ยวจะเห็นชัดขึ้นเมื่อไล่ไปทีละท่า
อุปมาที่อาจารย์เอ็มใช้แล้วเห็นภาพที่สุดคือ ใบจองคอนโด สมมติเราวางเงินจอง 50,000 บาท เพื่อล็อกสิทธิ์ซื้อห้องราคา 5,000,000 บาท ในอนาคต
วันโอนมาถึง ตลาดจะเป็นยังไงก็ตาม ราคาที่เราซื้อได้คือ 5 ล้านตามใบจอง แล้วมันแตกออกเป็นสองทาง
จุดที่หลายคนพลาดคือคิดว่าถือใบจองแล้วต้องซื้อของ เปล่าเลย มีคนซื้อใบจองโดยไม่ได้อยากได้คอนโดเต็มไปหมด เขาซื้อไว้ขายต่อเก็งกำไรเพราะพอราคาห้องขึ้น ใบจองก็มีมูลค่าขึ้นตามไปด้วย
Options คือใบจองของหุ้น ของทองคำ ของสินค้าต่าง ๆ ที่มีตลาดรองซื้อขายใบจองนั้นกันเองอีกที
ใบจองมีสองแบบ ตามทิศทางของสิทธิ์ที่เราถือ
• Call Option คือสิทธิ์ที่จะ ซื้อ ในราคาที่ล็อกไว้ อาจารย์เอ็มเทียบว่าเหมือน "ซื้อหวย" คือจ่ายน้อย ถ้าไม่ถูกก็เสียแค่ค่าตั๋ว ถ้าถูกก็คูณหลายเท่า
• Put Option คือสิทธิ์ที่จะ ขาย ในราคาที่ล็อกไว้ อันนี้เหมือน "ซื้อประกัน" คือจ่ายเบี้ยเพื่อกันความเสียหายฝั่งขาลง
ก่อนจะไปดูตัวอย่าง Call กับ Put ทีละท่าในหัวข้อถัดไป ขอวางศัพท์สามคำนี้ก่อน เพราะทุกประโยคหลังจากนี้จะใช้มันตลอด
แกะคำศัพท์
Strike price อ่านว่า "สไตรก์ ไพรซ์" แปลว่า "ราคาใช้สิทธิ์" คือราคาที่เราล็อกไว้ในสัญญา ในอุปมาคอนโดคือ 5 ล้าน ปกติ strike แปลว่าตีหรือฟาด แต่คำนี้ใช้อีกความหมายหนึ่งคือ "ตกลงกันจนได้ข้อยุติ" แบบสำนวน strike a deal ที่แปลว่าตกลงกันได้
บางคนเรียกราคาเดียวกันนี้ว่า exercise price เพราะตั้งชื่อตาม exercise ซึ่งแปลว่าการใช้สิทธิ์ มันจึงเป็น "ราคาตอนใช้สิทธิ์" สองชื่อนี้หมายถึงตัวเลขตัวเดียวกัน
Expiration date อ่านว่า "เอ็กซ์พิเรชัน เดต" แปลว่า "วันหมดอายุ" ของสัญญา เช่น 24 กรกฎาคม 2026 พ้นวันนี้แล้วสิทธิ์หายไปเฉย ๆ
อีกคำที่ใช้แทนกันได้และเจอบ่อยมากในวงการอนุพันธ์คือ maturity อ่านว่า "แมทชัวริตี" มาจาก mature ที่แปลว่าสุกงอมหรือครบกำหนด ใช้กับสัญญาที่ตั้งอายุไว้ตั้งแต่วันทำแล้วเดินไปจนครบเอง อย่างพันธบัตรหรือตราสารหนี้ คนละมุมกับ expiration ที่เน้นว่าสิทธิ์จะหมดไป แต่หมายถึงวันเดียวกัน
Premium อ่านว่า "พรีเมียม" แปลว่า "ค่าสัญญา" หรือราคาของตัว Option เอง ก็คือเงินค่าใบจองนั่นแหละ คำนี้ยืมมาจากวงการประกันตรง ๆ (เบี้ยประกัน) ซึ่งเข้ากับบุคลิกของ Put พอดี
สามคำนี้รวมกันเป็นชื่อเรียกสัญญาหนึ่งตัว เวลาเห็นในแอปมันจะเขียนเรียงกันรวดเดียวแบบนี้
อ่านออกมาเป็นภาษาคนคือ สิทธิ์ขายหุ้น RKLB ที่ราคา 50 หมดอายุ 16 มกราคม 2027 ค่าสัญญา 3.20 ดอลลาร์ต่อหุ้น
ตัวอย่างของอาจารย์เอ็ม วันนี้หุ้น A ราคา 100 เราอยากจองสิทธิ์ซื้อที่ราคา 150 ในอีก 1 ปีข้างหน้า ค่าใบจองอยู่ที่ 5 ดอลลาร์
ผ่านไปเกือบปี ถ้าหุ้นวิ่งขึ้นไปที่ 300 เราใช้สิทธิ์ซื้อที่ 150 แล้วขายที่ 300 ได้ทันที ต้นทุนจริงของเราคือ 150 บวกค่าใบจอง 5 เท่ากับ 155 กำไรต่อหุ้นจึงเป็น 145
กลับกัน ถ้าหุ้นเหลือ 50 เราก็แค่ปล่อยให้ใบจองหมดอายุไป เสียไป 5 ดอลลาร์ตามที่รู้ตัวอยู่แล้วตั้งแต่วันแรก และถ้ายังอยากได้หุ้นจริง ๆ ก็เดินไปซื้อในตลาดที่ 50 เอาเองได้
ตัวอย่างเดิม วันนี้หุ้น B ราคา 100 เราอยากมั่นใจว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราขายได้ที่ 80 แน่ ๆ ภายในหนึ่งปี เลยซื้อ Put ที่ strike 80 ค่าสัญญา 5
ถ้าเรามีหุ้นตัวนั้นอยู่แล้วและซื้อ Put คุมไว้ด้วย ท่านี้มีชื่อเรียกว่า Protective Put คือหุ้นจะพังยังไงก็ยังมีพื้นรองรับที่ 80 อาจารย์เอ็มถามได้เจ็บดี: เรามีรถเรายังทำประกันเลย พอร์ตบางคนใหญ่กว่ารถอีก แล้วทำไมไม่ทำ
แต่แกก็เสริมทันทีว่าไม่จำเป็นต้องมีประกันตลอดเวลา ถ้าทางโล่งจริงก็ขับเร็วได้ ช่วงที่ดูอันตรายค่อยทำ ข้อดีอย่างหนึ่งของ Options เหนือประกันจริงคือเราซื้อและขายมันเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ใช่จ่ายทิ้งเป็นปี ๆ
และในตลาดการเงิน เราซื้อ Put ได้ทั้งที่ยังไม่มีหุ้นตัวนั้นเลย กรณีนี้แปลว่าเรากำลังเดิมพันว่าหุ้นจะลงต่ำกว่าจุดนั้น พอหุ้นลงมาที่ 50 จริง เราจะเดินไปซื้อของในตลาดที่ 50 แล้วใช้สิทธิ์ขายที่ 80 ก็ได้ หรือขายตัวใบจองทิ้งไปเลยก็ได้ เพราะวันที่หุ้นลง ใบจองขายย่อมมีมูลค่าสูงขึ้นแน่นอน
ถ้าเราซื้อหุ้นที่ 100 แล้วหุ้นวิ่งไป 300 เรากำไร 200 คิดเป็น 200% ตรงไปตรงมา
แต่ถ้าเอาเงิน 5 ดอลลาร์ไปซื้อ Call ที่ strike 150 อายุหนึ่งปี พอหุ้นวิ่งจาก 100 ไป 300 เท่าเดิม กำไรต่อหุ้นคือ 145 จากทุน 5 คิดเป็นราว 2,900%
ใจเย็นก่อนครับ ตลาดไม่ได้ใจดีขนาดนั้น ลองพลิกอีกด้าน ถ้าตลอดหนึ่งปีนั้นหุ้นไม่ไปไหนเลย ยังอยู่ที่ 100 เท่าเดิม
• คนถือหุ้น ก็แค่ติดดอย ถ้าพื้นฐานดีก็รอวันที่มันกลับมาได้ เงินยังอยู่ครบ
• คนถือ Call สัญญาหมดอายุ กลายเป็นกระดาษเปล่า เสียค่าสัญญาที่จ่ายไปทั้งหมด คือ 5 ดอลลาร์ต่อหุ้น หายไปเกลี้ยง
ขอย้ำจุดที่คนสับสนบ่อย คำว่าเสียหมดในที่นี้หมายถึงเสียหมดของ ค่าสัญญา ที่จ่ายไป ไม่ใช่เสียหมดทั้งพอร์ต ถ้าเราแบ่งเงินมาซื้อ Option แค่ 5 ดอลลาร์ ก้อนที่หายไปก็คือ 5 ดอลลาร์นั้น เงินส่วนที่เหลือไม่ได้ถูกแตะต้อง เวลาเทียบเปอร์เซ็นต์กับคนถือหุ้นจึงต้องระวัง เพราะสองฝั่งคิดจากฐานคนละก้อนกัน
นี่แหละคือที่มาของมุกตอนต้น หุ้นอยู่ที่เดิมแต่เราขาดทุนได้ เพราะสิ่งที่เราซื้อไม่ใช่หุ้น แต่คือ "สิทธิ์ที่มีวันหมดอายุ"
ทีนี้จะเห็นภาพชัดขึ้นมากถ้ารู้จักการแบ่งสัญญาเป็นสามโซนตามราคาหุ้นเทียบกับ strike โซนในเงิน (in the money) โซนพอดีเงิน (at the money) และโซนนอกเงิน (out of the money)
แกะคำศัพท์
In the money (ITM) อ่านว่า "อิน เดอะ มันนี" แปลว่า "อยู่ในเงินแล้ว" คือใช้สิทธิ์เดี๋ยวนี้แล้วได้เงินจริง สำนวนนี้มาจากภาพที่ว่าสัญญาใบนั้น "มีเงินอยู่ข้างใน" ให้หยิบ
At the money (ATM) อ่านว่า "แอต เดอะ มันนี" คือราคาหุ้นเท่ากับ strike พอดี ใช้สิทธิ์แล้วไม่ได้ไม่เสีย ยืนอยู่ปากประตูพอดี
Out of the money (OTM) อ่านว่า "เอาต์ ออฟ เดอะ มันนี" แปลว่า "ยังไม่เข้าเงิน" คือใช้สิทธิ์ตอนนี้ยังไม่คุ้ม ราคาที่จ่ายซื้อสัญญาจึงเป็นค่าความหวังล้วน ๆ
สัญญา OTM คือตัวที่โดน theta decay กินหนักที่สุด เพราะทั้งราคาที่เราจ่ายคือค่าเวลาก้อนเดียว พอไม่มีมูลค่าที่แท้จริงมารองรับเลย วันหมดอายุมันจึงเหลือศูนย์จริง ๆ Call ที่ strike 150 ตอนหุ้นอยู่ที่ 100 ในตัวอย่างข้างบนก็คือสัญญา OTM แบบเต็มตัว
เพราะฝั่งเสียคือค่าสัญญาทั้งก้อน ส่วนฝั่งได้คือหลักร้อยหรือพันเปอร์เซ็นต์ของก้อนนั้น เรื่อง ขนาดไม้ (sizing) จึงเป็นตัวตัดสินว่าใครอยู่รอด ไม่ใช่ความแม่นของมุมมอง อาจารย์เอ็มสรุปประโยคที่ผมชอบมากว่า ไม่มีเครื่องมือไหนดีกว่าเครื่องมือไหน มีแต่เครื่องมือที่เหมาะกับเรา
เทคนิคที่แกแนะนำตรง ๆ คือ อย่าเอาเงินทั้งก้อนที่ตั้งใจจะซื้อหุ้นไปทุ่มใส่ Option ให้แบ่งไปเฉพาะส่วนค่า premium เล็ก ๆ ที่เหลือเอาไปพักไว้ใน money market หรือตราสารหนี้ระยะสั้นให้ได้ผลตอบแทนสัก 3% ต่อปี แล้วค่อยเอาผลตอบแทนนั้นไปหมุนซื้อ Option รอบถัดไป
แกะคำศัพท์
Exposure อ่านว่า "เอ็กซ์โพเชอร์" แปลว่า "ระดับการเปิดรับความเสี่ยง" คือถามว่าถ้าหุ้นขยับหนึ่งบาท พอร์ตเราขยับตามกี่บาท ไม่ได้ถามว่าเราจ่ายเงินไปเท่าไหร่ (มาจาก expose = เปิดออกให้โดน)
Gearing หรือ leverage อ่านว่า "เกียริง" / "เลเวอเรจ" แปลว่า "การทดกำลัง" คำหนึ่งมาจากเฟืองรถ อีกคำมาจากคานงัด ความหมายเดียวกันคือออกแรงน้อยแต่ได้ผลมาก และเหมือนคานงัดจริงตรงที่มันงัดกลับใส่เราได้ด้วย
ในบริบทของ Webull ที่จัดคลาสนี้ เงินดอลลาร์ที่นอนอยู่ในบัญชีได้ดอกเบี้ยราว 3.5% ต่อปี ซึ่งก็เข้าทางเทคนิคข้างบนพอดี เพราะมันยังเป็น "เงิน" ที่พร้อมหยิบไปซื้อหุ้นได้ทุกเมื่อ
ทีนี้คำถามที่ตามมาแบบเลี่ยงไม่ได้คือ แล้วพอร์ตเราต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะกล้าซื้อไม้หนึ่ง ผมทำเครื่องคำนวณเล่น ๆ ไว้ให้ลองปรับตัวเลขดู ถือเป็นของแถมสำหรับคนที่อยากเห็นเม็ดเงินจริง กดกางด้านล่างได้เลย
ที่ผ่านมาเราพูดถึงฝั่งซื้ออย่างเดียว แต่ทุกใบจองต้องมีคนออกให้ คนซื้อจ่าย premium เพื่อแลกกับสิทธิ์ แปลว่า คนขายคือคนที่ได้ premium ไปเลยตั้งแต่วันแรก
ฟังดูดี แต่ของแถมคือภาระ และตรงนี้คือจุดที่คนงงกันมากที่สุดทั้งบท ผมขอไล่ทีละขั้นช้า ๆ
ขั้นที่ 1 ขายสิทธิ์แปลว่าเราเป็น คนออกใบจอง ไม่ใช่คนถือใบจอง เราคือฝ่ายที่รับเงินค่าใบจองไปแล้ว
ขั้นที่ 2 พอเราเป็นคนออกใบจอง เราก็เป็นฝ่ายตั้งรับล้วน ๆ คนตัดสินใจว่าจะใช้สิทธิ์หรือไม่คืออีกฝ่าย ไม่ใช่เรา เขาจะใช้ก็ต่อเมื่อมันได้เปรียบเขา ซึ่งแปลว่าเสียเปรียบเราพอดี
ขั้นที่ 3 ถ้าเราขายสิทธิ์ ซื้อ (ขาย Call) แล้วโดนใช้สิทธิ์ หน้าที่ของเราคือ ส่งมอบหุ้น ให้เขาที่ราคา strike
ขั้นที่ 4 ถ้าเราขายสิทธิ์ ขาย (ขาย Put) แล้วโดนใช้สิทธิ์ หน้าที่ของเราคือ รับซื้อหุ้น ของเขาที่ราคา strike
ขั้นที่ 4 คือประโยคที่อ่านแล้วสมองสะดุดกันทุกคน "ขายสิทธิ์การขาย" ทำไมกลายเป็นเราต้องซื้อ ลองอ่านช้า ๆ อีกรอบครับ สิทธิ์ที่เราขายให้เขาไปคือสิทธิ์ที่เขาจะ ขาย หุ้น พอเขาใช้สิทธิ์นั้น เขาก็ยัดหุ้นมาให้เรา แล้วคนที่ต้องอยู่ปลายทางรับของไว้ก็คือเรา การขายสิทธิ์ขายจึงเท่ากับการรับปากล่วงหน้าว่า "ถ้าราคาลงมาถึงจุดนี้ ผมรับซื้อเอง"
แกะคำศัพท์
Long และ short อ่านว่า "ลอง" และ "ช็อต" เป็นคำที่บอกว่าเรายืนอยู่ฝั่งไหนของสัญญา long คือฝั่งที่ถือของไว้ ซื้อมาก่อนแล้วรอราคาขึ้น ส่วน short คือฝั่งที่ขายออกไปก่อน แล้วค่อยไปหาของมาคืนทีหลัง เวลาเจอคำว่า long call ก็คือคนซื้อ Call ส่วน short call คือคนขาย Call เหมือนกันกับ long put และ short put
Exercise อ่านว่า "เอ็กเซอร์ไซซ์" แปลว่า "การใช้สิทธิ์" คำเดียวกับที่แปลว่าออกกำลังกายหรือแบบฝึกหัดนั่นแหละ รากของมันคือ "การเอาสิ่งที่มีอยู่ออกมาใช้งานจริง" กล้ามเนื้อเอามาใช้ก็เรียก exercise สิทธิ์ในสัญญาเอามาใช้ก็เรียก exercise เหมือนกัน
Assignment อ่านว่า "แอสไซน์เมนต์" แปลว่า "การถูกมอบหมายให้ทำตามสัญญา" มาจาก assign ที่แปลว่ามอบหมายหรือจับคู่ให้ พอมีคนใช้สิทธิ์ สำนักหักบัญชีจะสุ่มจับคู่ว่าคนขายรายไหนต้องเป็นคนทำตามสัญญาใบนั้น คนที่ถูกจับได้ก็คือคนที่โดน assignment ที่มันแปลว่า "การบ้าน" ในชีวิตประจำวันได้ด้วย ก็เพราะเป็นการมอบหมายงานเหมือนกัน คนละบริบทแต่รากเดียวกัน
ลองคิดตามฉากที่อาจารย์ยกไว้ เราขายสิทธิ์ซื้อหุ้นที่ 200 โดยที่มือเราไม่มีหุ้นเลย พอถึงเวลาหุ้นดันวิ่งไป 300 หรือ 400 เราต้องไปไล่ซื้อของในตลาดที่ 400 มาส่งมอบให้เขาที่ราคา 200 ยิ่งหุ้นวิ่งขึ้นไม่หยุด ความเสียหายก็ยิ่งไม่มีเพดาน
อาจารย์เอ็มเตือนสั้น ๆ ว่า อย่า short แบบไม่มีของ
ในไทยเรื่องนี้ยังทำไม่ได้เต็มรูปแบบอยู่แล้ว เพราะโบรกไม่เปิดให้ short แบบไม่มีของ ซึ่งก็นับเป็นราวกันตกที่ดีสำหรับมือใหม่
ตรงนี้แหละที่คำว่า covered ("คัฟเวอร์ด" แปลว่ามีของรองรับไว้แล้ว) กับ secured ("ซีเคียวร์ด" แปลว่ามีหลักประกันกันไว้แล้ว) เข้ามา สองคำนี้ตอบหน้าที่ในขั้นที่ 3 กับขั้นที่ 4 ตรง ๆ ถ้าหน้าที่ของเราคือส่งมอบหุ้น เราก็เตรียมหุ้นไว้ก่อนเลย ถ้าหน้าที่ของเราคือรับซื้อหุ้น เราก็กันเงินสดไว้ก่อนเลย พอเตรียมของไว้ล่วงหน้า วันที่โดน assignment มันจึงกลายเป็นเรื่องที่คาดไว้แล้ว ไม่ใช่หายนะ
ท่าที่ทำได้จริงจึงมีสองท่า คือ Covered Call กับ Cash Secured Put ซึ่งเป็นท่ามาตรฐานที่แพลตฟอร์มอย่าง Webull เปิดให้ทำ เดี๋ยวเราจะลงรายละเอียดทีละท่า เริ่มจากท่าแรกก่อน
Covered Call คือการ ขาย Call (short call) โดยมีหุ้นตัวนั้นอยู่ในมือครบแล้ว ถ้าโดนใช้สิทธิ์ก็แค่ส่งหุ้นที่มีอยู่ให้ไป ไม่ต้องวิ่งไปไล่ซื้อของแพงในตลาดแบบเส้นแดงในภาพเมื่อกี้
ตัวอย่าง เรามีหุ้นต้นทุน 100 และตั้งใจไว้แน่นอนแล้วว่าจะขายที่ 150 เท่านั้น ระหว่างทางลงมาแค่ไหนก็ไม่ขาย ถ้าใจเราแน่แบบนี้ ให้ทำ Covered Call ที่ strike 150 ไปเลย
ลองดูฉากที่มันเวิร์กก่อน สมมติเราขาย Call strike 150 อายุสามเดือน ได้ premium มา 4 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นเงินจริง 400 ดอลลาร์ต่อสัญญา ผ่านไปสามเดือนหุ้นยังวนอยู่แถว 110 ถึง 120 ไม่ถึง 150 สัญญาหมดอายุไปเฉย ๆ เราเก็บ 400 ดอลลาร์นั้นไว้เต็มก้อน หุ้นก็ยังอยู่ในมือครบ 100 หุ้นเหมือนเดิม แล้วเปิดรอบใหม่ได้อีก
คิดเป็นสัดส่วนคือ 4 บนต้นทุนหุ้น 100 เท่ากับ 4% ในสามเดือน ถ้าทำได้แบบนี้ทุกไตรมาสก็ราว
รอบหนึ่งกินเวลา 3 เดือน หนึ่งปีจึงเปิดได้ 4 รอบ เอา 4% ของแต่ละรอบมาบวกกันตรง ๆ ถ้าเอา premium ที่ได้ไปลงทุนต่อด้วย ตัวเลขจะขยับขึ้นเป็น 16.99% เพราะรอบหลังคิดบนฐานที่โตขึ้น ที่ต้องระวังคือเลขนี้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขสามข้อพร้อมกัน หุ้นต้องไม่วิ่งทะลุ strike สักรอบเดียวใน 4 รอบ ต้องมีคนยอมจ่าย premium เท่าเดิมทุกรอบ และเราต้องยังถือหุ้นตัวนั้นอยู่ครบ 100 หุ้นตลอดปี พลาดข้อไหนข้อหนึ่งตัวเลขจริงก็ต่ำกว่านี้
ส่วนตอนหุ้นลง สมมติลงไป 80 เราก็ขาดทุนตามปกติของคนถือหุ้น แต่อย่างน้อยมี premium ที่ได้มาช่วยลดรอยแผลลงบ้าง
มีคนแย้งเสมอว่า "แล้วถ้ามันพุ่งไป 170 ล่ะ" อาจารย์ตอบเรื่องนี้ด้วยมายด์เซ็ตที่คมมาก
ในชีวิตจริง ถ้าเราตั้งเป้าขาย 150 ไว้แล้ว เราก็ขายไปตั้งแต่ 150 อยู่ดี เราไม่เคยได้เห็น 170 อยู่แล้ว
สรุปเงื่อนไขของท่านี้คือ เหมาะเมื่อเราตั้งใจถือหุ้นตัวนั้นอยู่แล้ว และมีเป้าการขายที่ชัดเจนในหัวแล้วจริง ๆ เราจึงทำ Covered Call ควบไปด้วยเพื่อเพิ่ม yield ให้พอร์ต
อาจารย์เอ็มแนะนำว่าถ้าเพิ่งเริ่ม อย่าไปเล่นท่าซับซ้อน ให้ใช้ Options เสริมสิ่งที่เราทำอยู่แล้ว ไม่ใช่เปิดเกมใหม่ที่เราไม่เคยเล่น ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ท่าที่เข้าข่ายนี้
1. Covered Call บนหุ้นที่ถือยาวอยู่แล้ว เงื่อนไขคือต้องมีหุ้นครบ 100 หุ้น และมีราคาเป้าหมายในใจอยู่ก่อนแล้ว ได้ premium มาเป็นค่าเช่าระหว่างรอ แลกกับการยอมขายที่ราคาเป้าถ้าไปถึง
2. Protective Put เป็นประกันให้พอร์ต ซื้อ Put คุมหุ้นที่ถืออยู่ไว้ในช่วงที่ดูอันตราย เสียแค่ค่าเบี้ย แต่ได้พื้นรองรับชัดเจน เหมาะกับคนที่กลัวขาลงจนไม่กล้าถือ เพราะรู้ตัวเลขความเสียหายสูงสุดแล้วจึงถือต่อได้สบายใจขึ้น
3. Cash Secured Put กับหุ้นที่อยากได้อยู่แล้ว เงื่อนไขคือต้องมีเงินสดพร้อมรับของเต็มจำนวน และต้องเป็นหุ้นที่เราวิเคราะห์มาแล้วว่าอยากถือจริงที่ราคานั้น รายละเอียดของท่านี้อยู่ท้ายบทความ
ท่าที่ยังไม่ควรแตะ คือทุกอย่างที่มีคำว่า naked หรือ uncovered คือขายสิทธิ์โดยไม่มีของและไม่มีเงินรองรับ กับพวกกลยุทธ์หลายขาที่ต้องเปิดหลายสัญญาพร้อมกัน เก็บไว้ทีหลังได้
ข้อจำกัดที่คนมักลืม
สัญญา Options หนึ่งใบผูกกับหุ้น 100 หุ้น เสมอ (ตัวคูณเดียวกับที่เล่าไว้ในกล่อง "2,900% คิดมายังไง" ข้างบน) แปลว่าถ้าจะทำ Covered Call กับหุ้นราคา 400 ดอลลาร์ เราต้องมีหุ้นในมือ 100 ตัวก่อน หรือคิดเป็นเงินราว 40,000 ดอลลาร์ ส่วน Cash Secured Put ที่ strike 50 ก็ต้องกันเงินไว้ 5,000 ดอลลาร์ต่อสัญญา ท่าฝั่งคนขายจึงต้องใช้เงินก้อนใหญ่กว่าที่คิดพอสมควรในหุ้นบางตัว
อาจารย์เล่าเคสตัวเองกับหุ้น Strategy (ชื่อเดิม MicroStrategy ใช้ตัวย่อในตลาดว่า MSTR) ก่อนจะเข้าเรื่องดีล ขอเล่าให้รู้จักหุ้นตัวนี้ก่อน เพราะถ้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร จะไม่เห็นว่าทำไมอาจารย์ถึงเลือกเล่นด้วย Options
Strategy เป็นบริษัทที่เอาเงินของบริษัทไปกว้านซื้อ Bitcoin มากองไว้เป็นคลังสมบัติ จนตอนนี้กลายเป็นบริษัทที่ถือ Bitcoin มากที่สุดในโลก ราว 818,000 เหรียญ คิดเป็นเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ผลก็คือราคาหุ้นของมันแทบจะเป็นเงาของ Bitcoin ที่ขยายใหญ่ขึ้น เวลา Bitcoin ขึ้น หุ้นตัวนี้ขึ้นแรงกว่า เวลา Bitcoin ลง มันก็ลงหนักกว่าเช่นกัน
ความแรงนั้นเห็นได้จากราคาจริง (ปรับตามการแตกพาร์แล้ว) หุ้นเคยวิ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดราว 543 ดอลลาร์ ปลายปี 2024 แล้วไหลลงยาวมาแตะ ต่ำกว่า 82 ดอลลาร์ กลางปี 2026 ก่อนจะทรง ๆ อยู่แถว 90 กว่า ๆ ในตอนนี้ สองดีลของอาจารย์เกิดคนละจังหวะบนเส้นทางสุดโหดนี้ ดีลที่มองขึ้นเกิดตอนหุ้นร่วงลงมาต่ำร้อย ส่วนดีลที่มองลงเกิดก่อนหน้านั้นตอนหุ้นยังยืนสามร้อยกว่า
ดีลแรก: ซื้อ Call (long call) ตอนหุ้นต่ำร้อย
เป้าหมาย: อยากได้กำไรก้อนโตถ้า Bitcoin กลับมา แต่ไม่ยอมเสี่ยงหมดตัวถ้ามันไปต่อ
แกเชื่อว่า Bitcoin จะกลับมา และถ้ากลับไปแตะแสนเหรียญ Strategy มีสิทธิ์กลับไป 400 ได้เลย แต่ถ้าเอาเงินก้อนไปซื้อหุ้นวันนั้นแล้วมันลงต่อ ชีวิตก็เปลี่ยนได้เหมือนกันแต่คนละทิศ แกเลยเอาเงินส่วนหนึ่งไปซื้อ Call แทน ถ้าครบปีแล้ว Bitcoin ไม่กลับมา เงินก้อนนั้นคือเงินที่ยอมทิ้งตั้งแต่วันแรก ระหว่างที่มันลงไปเรื่อย ๆ จึงไม่ต้องกลัวอะไรเลย ในคำของแกคือยอมตัดแล้ว มอบตัวแล้ว
ดีลที่สอง: ซื้อ Put (long put) ตอนหุ้นสามร้อยกว่า
เป้าหมาย: อยากได้กำไรถ้าหุ้นร่วง โดยไม่ต้องเสี่ยงขาดทุนไม่มีเพดานแบบการ short หุ้นตรง ๆ
หุ้นตัวเดิม แต่คราวนี้แกมองลง เลยไล่ซื้อ Put ที่ strike 100 ลงไปเรื่อย ๆ คำถามคือทำไมไม่ short หุ้นตรง ๆ คำตอบของแกคือ ถ้า Bitcoin มันไปต่อแล้วแกไป short หุ้นไว้ แกเจ็บแน่นอนเพราะของแบบนี้ขึ้นได้แรงมาก แกไม่กล้า short สินทรัพย์แบบนี้ แต่ก็ยังเชื่ออยู่ว่ามันจะลง Option จึงเป็นทางที่ยอมเสียแค่ premium และ premium ตอนนั้นก็ถูกมากเพราะแทบไม่มีใครเชื่อว่ามันจะลง 60 ถึง 70%
คำว่า "รู้ตัวเลขขาดทุนสูงสุดตั้งแต่วันแรก" ฟังดูเป็นวาทกรรมสวย ๆ จนกว่าจะเห็นเป็นตัวเลข ผมเลยลองใส่เลขให้ดูว่ามันหน้าตายังไง
สองดีลนี้คนละทิศทางแต่สอนเรื่องเดียวกัน Options ทำให้เรากล้ามีมุมมองของตัวเองได้โดยรู้ตัวเลขขาดทุนสูงสุดตั้งแต่วันแรก จึงเล่นกับสินทรัพย์ที่ผันผวนโหดได้โดยไม่ต้องกลัวโดนสวนจนหมดตัว
ประเด็นที่คนเข้าใจผิดกันเยอะ
หลายคนคิดว่า Options เป็นของสายเก็งกำไรอย่างเดียว จริง ๆ คนที่เทรด Options ใหญ่ที่สุดคือกองทุนและสถาบันที่ถือพอร์ตแล้วต้องมีเครื่องมือปิดความเสี่ยง เขาไม่ได้เทรดรายวัน เขาไม่ได้นั่งดูกราฟด้วยซ้ำ แต่ก็จริงเช่นกันว่าเทรดเดอร์สายเก็งกำไรที่ใช้ Options เป็น ย่อมมีทางเลือกมากกว่าคนที่ใช้ไม่เป็น
ถ้าฝั่งอาจารย์เอ็มคือ "Options คืออะไร" ฝั่งคุณเอิร์ธคือ "แล้วจะเอาไปใช้กับหุ้นจริงยังไง" ซึ่งเริ่มจากคำถามที่ไม่เกี่ยวกับ Options เลย นั่นคือเราจะเลือกหุ้นยังไงก่อน
วิธีคัดหุ้นมีสองเส้นทาง
1. Screen ตรง ๆ เริ่มจากหุ้นหลายพันตัวแล้วกรองด้วยเงื่อนไขของเราเอง ยืดหยุ่นมาก แต่ไม่ค่อยเหมาะกับมือใหม่เพราะยังไม่รู้ว่าควรตั้งเกณฑ์อะไร
2. ใช้ ETF เป็นจักรวาลตั้งต้น เหมาะกับมือใหม่มากกว่า เริ่มจากธีมที่เราสนใจและคิดว่ามีอนาคต เช่นธีมอวกาศ แล้วเปิดดูว่า ETF แต่ละตัวในธีมนั้นถือหุ้นอะไรอยู่บ้าง จากนั้นตัดตัวที่ซ้ำกันหลาย ETF ออก เกลี่ยให้กระจายหลายกลุ่มอุตสาหกรรม จนเหลือรายชื่อสั้น ๆ ราว 5 ถึง 15 ตัวที่น่าไปทำการบ้านต่อ
แกะคำศัพท์
ETF ย่อจาก Exchange Traded Fund อ่านว่า "อีทีเอฟ" แปลว่า "กองทุนที่ซื้อขายในตลาดหุ้นได้เหมือนหุ้นตัวหนึ่ง" ข้อดีในบริบทนี้คือมันเปิดเผยว่าถือหุ้นอะไรอยู่บ้าง เราจึงยืมรายชื่อของมันมาเป็นจุดตั้งต้นได้ เท่ากับให้มืออาชีพช่วยคัดรอบแรกให้ฟรี
1. รายได้โตจากอะไร อะไรคือตัวขับเคลื่อนการเติบโต ลูกค้าคือใคร ความต้องการนั้นมาจริงหรือเป็นแค่กระแส และการเติบโตนั้นทำซ้ำได้ไหม
2. มีกำไรหรือยัง และเสถียรไหม กำไรที่เห็นมาจากธุรกิจหลัก หรือมาจากรายการพิเศษที่เกิดครั้งเดียว
3. ผู้บริหารใช้เงินเป็นไหม เงินที่หามาได้ถูกเอาไปลงทุนซ้ำยังไง ทั้ง R&D และการซื้อกิจการ มันสร้างผลตอบแทนกลับมาจริงหรือเป็นแค่การเผาเงิน
4. ราคาที่จ่ายแพงไปไหม ตรงนี้ใช้เครื่องมือชื่อ Reverse DCF ซึ่งจะเล่าต่อข้างล่าง
สามข้อแรกคือคุณภาพของธุรกิจ ข้อสุดท้ายคือราคาที่เราจ่าย สองอย่างนี้แยกกันคนละเรื่อง เพราะธุรกิจดีแต่จ่ายแพงเกินไปก็ขาดทุนได้ และคุณเอิร์ธย้ำว่า การที่เราเลือกธีมมาแล้วไม่ได้แปลว่าจะทุ่มหมดหน้าตัก ต้องกระจายความเสี่ยงด้วยเสมอ
ตัวอย่างที่ยกในคลาสคือ Rocket Lab บริษัทจรวดและดาวเทียมที่มีรายได้จริง โตจริง มีงานในมือรอส่งมอบ แต่ยังไม่มีกำไร เราจะใช้มันเป็นตัวอย่างเดินเครื่อง Reverse DCF ในหัวข้อถัดไป ซึ่งจริง ๆ ต้องการตัวเลขแค่สองตัว คือมูลค่ากิจการ (Enterprise Value ย่อว่า EV) ราว 37 พันล้านดอลลาร์ กับฐานรายได้ย้อนหลัง 12 เดือนราว 680 ล้าน (โต 46%) ส่วนตัวเลขพื้นฐานที่เหลือกับการบ้านว่าธุรกิจดีจริงไหม ผมกางเก็บไว้ในสองกล่องข้างล่าง ใครอยากเจาะค่อยกด
หลังทำการบ้านเรื่องธุรกิจเสร็จ ก็มาถึงคำถามเรื่องราคา เครื่องมือที่คุณเอิร์ธใช้คือการกลับทิศของการคิดลดกระแสเงินสด (discounted cash flow ย่อว่า DCF)
แกะคำศัพท์
DCF ย่อจาก Discounted Cash Flow แปลว่า "การคิดลดกระแสเงินสด" แนวคิดคือเงินหนึ่งบาทวันนี้มีค่ามากกว่าเงินหนึ่งบาทในอีกสิบปี เราจึงต้องเอาเงินอนาคตมา "ลดค่า" ก่อนรวมกันเป็นมูลค่าวันนี้
ก่อนไปต่อ ขอปูให้เห็นภาพก่อนว่าทำไมเงินอนาคตถึงมีค่าน้อยกว่า หลายคนคิดว่าเป็นเพราะเงินเฟ้อ ซึ่งมีส่วนจริง แต่ตัวหลักคือ ต้นทุนค่าเสียโอกาส เงิน 100 บาทที่อยู่ในมือเราวันนี้ เอาไปลงทุนให้งอกได้ สมมติปีละ 10% ปีหน้ามันจะกลายเป็น 110 บาท พูดกลับกันคือ เงิน 110 บาทที่จะได้ปีหน้า มีค่าเท่ากับ 100 บาทวันนี้เท่านั้น การเอา 110 ในอนาคตหารกลับมาเป็น 100 วันนี้นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า "คิดลด" (discount) ยิ่งไกลออกไปหลายปี ยิ่งโดนหารหนัก เงินก้อนปลาย ๆ จึงเหลือค่าไม่เท่าไหร่
DCF แบบปกติจึงทำงานทิศเดียว เริ่มจากเราเดาเองว่าบริษัทจะโตปีละกี่เปอร์เซ็นต์ และขายของได้แล้วเหลือเป็นเงินสดกี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย สัดส่วนตัวหลังนี้เรียกว่า margin (อ่านว่า มาร์จิ้น แปลว่าส่วนที่เหลือเป็นของบริษัทหลังหักต้นทุน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ขายได้ 100 บาทเหลือจริง 20 บาท ก็คือมาร์จิ้น 20%) แล้วคิดลดเงินสดทุกปีในอนาคตกลับมารวมกันเป็น "มูลค่าที่ควรจะเป็นวันนี้" ปัญหาคือคำตอบมันอ่อนไหวกับตัวเลขที่เราเดามาก เปลี่ยนสมมติฐานนิดเดียวมูลค่าเหวี่ยงทั้งกระดาน คุณเอิร์ธเลยกลับทิศมันซะเลย
วิธีคิดของ Reverse DCF ใช้ได้กับหุ้นตัวไหนก็ตาม ขอแค่จำสี่จังหวะนี้ไว้ครับ หนึ่ง เอา มูลค่าตลาดวันนี้ (EV) ตั้งเป็นโจทย์ที่ล็อกไว้ สอง ล็อกสมมติฐานที่เหลือ ให้อยู่ในระดับที่เรารับได้ เช่น WACC มาร์จิ้นปลายทาง จำนวนปีที่ยอมให้โตแรง สาม แก้ย้อนกลับ หาว่าต้องโตปีละกี่เปอร์เซ็นต์ โมเดลถึงจะปั้นมูลค่าออกมาเท่ากับมูลค่าตลาดพอดี สี่ เอาอัตราโตที่ได้มาถามตัวเองว่ามันสมเหตุสมผลไหม ในเมื่อราคาเป็นตัวตั้ง คำตอบสุดท้ายจึงไม่ใช่ "หุ้นควรราคาเท่าไหร่" แต่เป็น "ถ้าจะซื้อที่ราคานี้ เราต้องเชื่อว่าบริษัทโตได้แค่ไหน"
พอเอาสูตรนี้มาใส่ตัวเลขของ RKLB ผลลัพธ์ที่ได้คือ ราคาช่วงนั้นบังคับให้บริษัทต้องเติบโตราว 45% ต่อปี (CAGR) ติดต่อกัน 10 ปี ซึ่งแปลว่ารายได้ต้องไปแตะ
ฐานรายได้วันนี้ 680 ล้านดอลลาร์ คูณด้วยอัตราโต 45% ทบกัน 10 รอบ ได้ราว 27.9 พันล้าน ที่บอกเป็นช่วงกว้าง ๆ เพราะ 45% เองก็เป็นเลขปัดมาแล้ว ขยับขึ้นอีกจุดเดียวเป็น 46% ปลายทางกระโดดไป 29.9 พันล้านทันที ตัวเลขปลายทางไวกับทศนิยมของอัตราโตมาก เทียบให้เห็นภาพคือรายได้ต้องโตขึ้นราว 41 เท่าของวันนี้ ภายในสิบปี
ลองแยกให้เห็นชัดว่าอะไรเป็นอะไร ตัวแรกคือ EV ที่เป็นโจทย์ล็อกตายตัว เพราะเป็นราคาที่ตลาดตั้งไว้จริง เราแตะมันไม่ได้ ส่วนอีกสี่ตัวข้างล่างคือ ปุ่มที่เราหมุนเอง แต่ละปุ่มไม่ได้เป็นแค่พารามิเตอร์แห้ง ๆ มันคือความเชื่ออย่างหนึ่งที่เราเซ็นชื่อรับรองไปด้วย พอล็อกโจทย์แล้วหมุนสี่ปุ่มนี้ให้อยู่ในระดับที่รับได้ โมเดลก็จะคายตัวเลขที่หกออกมาให้ นั่นคืออัตราการเติบโตที่ราคานี้เรียกร้อง
อ่านรวมกันแล้วจะเห็นว่าสมมติฐานชุดนี้ค่อนไปทางเข้าข้างบริษัทแทบทุกช่อง ซึ่งทำให้ตัวเลข 45% ที่ได้ออกมายิ่งน่ากลัว เพราะ 45% นี้คือค่าต่ำสุดที่ราคานี้เรียกร้องแล้ว ในเมื่อเราใจดีกับบริษัทเต็มที่ทุกช่อง ถ้าลองเปลี่ยนไปใส่สมมติฐานที่สมจริงกว่า (โหดกับบริษัทกว่านี้) อัตราโตที่ถูกบังคับก็จะยิ่งพุ่งสูงเกิน 45% ขึ้นไปอีก
จุดที่ต้องเน้น
ตัวเลข FCFF margin 20% เป็นสมมติฐานที่เข้าข้างบริษัทอยู่แล้ว เพราะผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่ตัวจริงทำได้ราว 8 ถึง 12% เท่านั้น แปลว่าถ้าใช้ตัวเลขที่สมจริงกว่านี้ อัตราโตที่ถูกบังคับจะยิ่งสูงกว่า 45% ขึ้นไปอีก
โต 45% ติดกันสิบปีนั้นยากมาก แต่คุณเอิร์ธก็ยกสถิติมาให้ดูว่า Amazon, Google, Meta, Salesforce, Tesla และ Nvidia ต่างเคยทำได้ระดับ 40% ต่อปีมาแล้วในช่วงสิบปีทองของแต่ละบริษัท ถ้ากระแสอวกาศบูมได้ระดับเดียวกับที่ AI บูม มันก็มีทางเป็นไปได้
แกะคำศัพท์
CAGR อ่านว่า "เค-เอ-จี-อาร์" หรือ "เคเกอร์" ย่อจาก Compound Annual Growth Rate แปลว่า "อัตราโตทบต้นเฉลี่ยต่อปี" เวลาบอกว่าโต 45% CAGR สิบปี ไม่ได้แปลว่าโตรวม 450% แต่คือคูณกันสิบรอบ ซึ่งกลายเป็นราว
โตปีละ 45% แปลว่าปีถัดไปได้ตัวคูณ 1.45 ของปีก่อน ทำแบบนั้น 10 รอบจึงเป็นการคูณ 1.45 เข้าไป 10 ครั้ง ถ้าเป็นการบวกตรง ๆ แบบไม่ทบ 45% คูณ 10 ปีจะได้แค่ 450% หรือ 5.5 เท่า ต่างจากของจริงอยู่ราว 7.5 เท่า
พอมองแบบนี้แล้ว ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ขนาดของตลาด เพราะตลาดอวกาศใหญ่พอจะรองรับตัวเลขนั้นได้ แต่คือ ส่วนแบ่งตลาด เพราะ RKLB ต้องกลายเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานหลักของวงการ และต้องเป็นผู้ชนะสงครามนี้ ไม่ใช่แค่ผู้เล่นที่อยู่รอด
ตลาดหุ้นอเมริกาขึ้นด้วยความคาดหวังส่วนหนึ่งเสมอ เราจึงต้องตัดสินใจเองว่าตรงไหนที่สมเหตุสมผลสำหรับเรา วิธีที่คุณเอิร์ธใช้คือเอาสามมุมมองมาวางซ้อนบนเส้นราคาเดียวกัน แล้วดูว่าช่วงไหนที่ทั้งสามเห็นตรงกันว่าน่าซื้อ สามมุมมองนั้นคือ ราคาเชิงเทคนิค มุมมองรวมของนักวิเคราะห์ และเส้นทางที่ตลาดกำลังบอกเป็นนัย (implied path) ซึ่งตัวหลังนี้ก็คือผลของ Reverse DCF ที่เราเพิ่งถอดกันไปนั่นเอง ไม่ใช่เครื่องมือใหม่แต่อย่างใด
อ่านภาพนี้แล้วจะเห็นว่า ถ้าซื้อที่ 70 แปลว่าเราต้องเชื่อว่าบริษัทจะโตแรงมากแบบไม่มีสะดุด แต่ถ้าซื้อได้แถว 50 หรือ 40 จะนับเป็นโซนที่ไม่ต้องพึ่งปาฏิหาริย์และพอจะเป็นไปได้จริงมากขึ้น
แต่โซนพวกนี้ไม่ได้เสกมาลอย ๆ มันคือผลของ Reverse DCF ที่ลากราคาเข้าไปแล้วถอดกลับออกมาเป็นอัตราโตที่ถูกบังคับ ลองเลื่อนราคาเองในเครื่องข้างล่างดูครับ จะเห็นทั้งอัตราโตที่ราคานั้นเรียกร้อง และตารางที่กางให้ดูว่าเงินสดแต่ละปีถูกคิดลดกลับมารวมเป็นมูลค่ากิจการวันนี้ยังไง
พอมีแท็บ "หุ้นของคุณ" แล้ว คำถามที่ว่า "หุ้นตัวนี้ตอนนี้กล้าซื้อรึยัง" ก็ลองเองได้กับหุ้นตัวไหนก็ได้ ขอสรุปเป็นขั้นตอนใช้ซ้ำได้ โดยแยกให้ชัดว่าตรงไหนคือการคำนวณ ตรงไหนคือการเอาความเห็นคนอื่นมาทาบ เพราะจุดที่ทำให้บทเรียนนี้ดูเหมือนเสกตัวเลข คือมันไม่เคยบอกว่ามีแค่แกนเดียวที่คำนวณได้จริง
ขั้นที่ 1 (คำนวณได้): เปิดแท็บ "หุ้นของคุณ" ใส่รายได้ล่าสุด ราคาปัจจุบันกับ EV ที่ราคานั้น แล้วอ่านค่า อัตราโตที่ถูกบังคับ ออกมา นี่คือแกน implied path แกนเดียวที่เป็นเลขล้วน ๆ
ขั้นที่ 2 (ตัดสินว่าเชื่อได้ไหม): เอาอัตราโตนั้นไปเทียบว่าบริษัทเคยโตเท่านี้ไหมในอดีต และมีใครในกลุ่มเดียวกันเคยทำต่อเนื่องยาว ๆ ได้ไหม บิ๊กเทคที่เก่งสุดยังทำได้ราว 40% ต่อปีในทศวรรษทอง ถ้าตัวเลขที่ถูกบังคับสูงกว่าสถิติที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมี แปลว่าราคากำลังขอปาฏิหาริย์
ขั้นที่ 3 (ทาบความเห็นนักวิเคราะห์): เปิดดู price target ในแอปโบรกหรือเว็บการเงิน ดูช่วงต่ำกลางสูง แล้วดูว่าราคาปัจจุบันอยู่ตรงไหนของช่วงนั้น ตรงนี้เป็นความเห็นคนอื่น ไม่ใช่การคำนวณของเรา
ขั้นที่ 4 (ทาบราคาเชิงเทคนิค): ดูกราฟหาแนวรับที่ราคาเคยเด้งซ้ำ ๆ เผื่อเป็นจุดที่คนหมู่มากจับตาไว้เข้าซื้อ อันนี้ก็เป็นการตีความ ไม่ใช่สูตร
ขั้นที่ 5 (โซนกล้าซื้อ): คือช่วงราคาที่อัตราโตยังพอเชื่อได้ (ขั้น 2) และไม่ได้ยืนสูงกว่าที่นักวิเคราะห์กับแนวรับบอกไว้พร้อมกัน จุดที่ทั้งหมดพอใจตรงกันนั่นแหละคือโซนเขียว
จุดที่บทความก่อนหน้านี้ไม่ได้บอก
สามแกนนี้ไม่มีสูตรวิเศษที่รวมเป็นเลขเดียว มีแค่ขั้น 1 ถึง 2 ที่เป็นการคำนวณจริง อีกสองแกนคือความเห็นของคนอื่นที่เราหยิบมาทาบดูว่าสมเหตุสมผลไหม การ "ทับกัน" จึงคือเอาช่วงราคาที่แต่ละแกนพอใจมาวางบนเส้นเดียวแล้วมองด้วยตา ที่สำคัญคือทั้งหมดนี้ตอบแค่ว่า ราคานี้เรียกร้องอะไร ไม่ได้ตอบว่า ต้องซื้อไหม อันนั้นยังเป็นการตัดสินใจของคุณเอง และย้ำว่าบันทึกนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
สมมติเรากล้าและเชื่อที่ราคา 50 ดอลลาร์ ปัญหาถัดมาคือคำถามที่ทุกคนเจอ: แล้วมันจะลงมาจริงไหม และถ้าไม่ลงล่ะ
ตรงนี้แหละที่ Options กลับเข้ามามีบทบาท
Cash Secured Put (ย่อว่า CSP) คือการ ขาย Put (short put) โดยกันเงินสดไว้พร้อมรับซื้อของเต็มจำนวน ย้อนกลับไปที่คำถามข้อ 4 เรื่องราคาแพงไปไหม ที่เราถอดออกมาเป็นโซนกล้าซื้อราว 50 คือเรารับปากล่วงหน้าว่าถ้าราคาลงมาถึง strike เราจะรับซื้อเอง แล้วเงินที่กันไว้ก็คือคำว่า secured ในชื่อท่า
ถ้ารอเฉย ๆ แล้วราคาไม่ลงมา เราไม่ได้อะไรเลย เสียเวลาไปเปล่า ๆ แต่ถ้าเราขายสิทธิ์ขายหุ้นที่ราคา 50 ให้คนอื่น เราจะได้ค่า premium เข้ามาเป็นเงินสดทันทีระหว่างที่รอ
แล้วมันจบยังไงได้บ้าง มีแค่สองทาง
เงื่อนไขที่ห้ามข้าม
Cash Secured Put เหมาะเฉพาะเมื่อเราอยากถือหุ้นตัวนั้นจริง ๆ ที่ราคานั้นจริง ๆ ไม่ใช่ไล่ขายรับ premium มั่ว ๆ กับหุ้นที่ไม่อยากได้ และต้องคุมขนาดไม้ให้ดี เพราะ CSP ไม่ได้ป้องกันขาลง ถ้าราคาร่วงลึกกว่า 50 ไปมาก เราก็ยังต้องรับของที่ 50 อยู่ดี (ต้นทุนสุทธิถูกลงแค่เท่าค่า premium ที่ได้มา) มันจึงต้องเป็นหุ้นและราคาที่เราวิเคราะห์มาแล้วจริง ๆ เท่านั้น
แกะคำศัพท์
Underwrite อ่านว่า "อันเดอร์ไรต์" แปลว่า "ประเมินแล้วรับความเสี่ยงนั้นไว้เอง" คำนี้ยืมมาจากวงการประกันภัย (คนรับประกันจะเซ็นชื่อไว้ ใต้ เงื่อนไขที่ตัวเองยอมรับ) ในบริบทนี้คือ "เราคิดมาแล้วและกล้ารับผลของราคานี้ไว้เอง"
คุณเอิร์ธบอกว่ามีวิธีปิดขาลงเพิ่มอีกชั้นได้ด้วยการซื้อ Put คุมไว้ควบกัน แต่มันลึกเกินไปสำหรับก้าวแรก มือใหม่เอาแค่นี้ก่อน
ผลลัพธ์รวมของท่านี้คือ ระหว่างที่เรารอหุ้นลงมาถึงราคาที่เราอยากได้ เราได้ค่า premium มาเรื่อย ๆ ไม่ได้นั่งรอเปล่า และวันที่มันลงมาจริง เราก็ได้ของในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ตั้งใจไว้อีกนิดหนึ่งด้วย
• Options คือใบจอง Call คือใบจองซื้อ (บุคลิกเหมือนซื้อหวย) Put คือใบจองขาย (บุคลิกเหมือนซื้อประกัน)
• มันไม่เป็นเส้นตรง กำไรได้เป็นสิบเท่า แต่ค่าสัญญาที่จ่ายไปหายได้ทั้งก้อนแม้ในวันที่หุ้นอยู่ที่เดิม เพราะสิ่งที่เราถือมีวันหมดอายุ
• ไม่ได้มีไว้เก็งกำไรอย่างเดียว คนที่ใช้มันหนักที่สุดคือสถาบันที่ใช้บริหารความเสี่ยง ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับคนใช้ล้วน ๆ
• ขนาดไม้สำคัญที่สุด จ่ายแค่ส่วน premium ส่วนที่เหลือเอาไปทำงานต่อในที่ที่ปลอดภัย และอย่าลืมว่า notional ที่เราไปเกาะนั้นใหญ่กว่าเงินที่จ่ายมาก
• ก้าวแรกอย่าเพิ่งซับซ้อน ใช้เสริมสิ่งที่ทำอยู่แล้ว เช่น Covered Call กับหุ้นที่ถือยาว, Cash Secured Put กับหุ้นที่อยากได้ที่ราคาหนึ่ง หรือซื้อ Put เป็นประกันให้พอร์ต
• ก่อนใช้ CSP ต้องรู้จักของก่อน ทำการบ้านสี่ข้อ แล้วหาโซนราคาที่เรากล้า underwrite ให้ได้จริง
Options ไม่ได้ทำให้เราชนะตลาด มันแค่เปลี่ยนรูปทรงของกำไรและขาดทุนให้เข้ากับมุมมองที่เรามีอยู่แล้ว ถ้ามุมมองผิด มันก็แค่ทำให้ผิดเร็วขึ้นและชัดขึ้น
เครื่องมือนี้ดูเข้าใจยากในตอนแรก แต่พอให้เวลากับมันสักหน่อยก็เข้าใจได้ครับ ที่สำคัญคือเข้าใจฝั่งที่มันทำร้ายเราได้ก่อน แล้วค่อยไปสนุกกับฝั่งที่มันช่วยเรา