บันทึกการเงิน

Options 101: หุ้นอยู่ที่เดิม เราก็ขาดทุนได้

มีมุกหนึ่งที่คนเล่น Options ชอบพูดกัน: "เมื่อก่อนเล่นหุ้น หุ้นลงจึงขาดทุน แต่หลังจากรู้จัก Options หุ้นอยู่ที่เดิม เราก็ขาดทุนได้" ฟังแล้วขำ แต่พอเข้าใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น จะเห็นทั้งด้านที่มันน่ากลัวและด้านที่มันเป็นเครื่องมือคุมความเสี่ยงชั้นดีไปพร้อมกัน


บันทึกนี้เรียบเรียงจากสรุป Webull Master Class ตอน Zero to Options Trader ครั้งที่ 1 ที่เพื่อนคนหนึ่งเขียนลงเฟซบุ๊ก วิทยากรสองท่านคือ อาจารย์เอ็ม (ปูพื้นว่า Options คืออะไร) และ คุณเอิร์ธ (พาไปดูว่าเอาไปใช้กับหุ้นจริงยังไง) ซีรีส์เต็มมี 10 ครั้ง

ผมไม่ได้ลอกมาตรง ๆ แต่ขยายความเพิ่มเยอะพอสมควร: วาดภาพ payoff ให้ครบทุกท่า แกะศัพท์ที่เลี่ยงไม่ได้ทีละคำ เติมเลขคำนวณจุดคุ้มทุนให้เห็นกับตา และเสริมเรื่องที่คลาสวันแรกยังไม่ได้ลงลึก เช่น มูลค่าเวลาของสัญญา กับกลไกการถูกใช้สิทธิ์ ส่วนไหนที่เป็นของผมเสริมเอง ผมจะบอกไว้ในกล่องกำกับ

อ่านก่อน

บันทึกนี้ทำเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขหุ้นและมูลค่าต่าง ๆ ที่ยกมาเป็นตัวเลขที่วิทยากรใช้ในคลาสช่วงปลายกรกฎาคม 2026 ซึ่งเปลี่ยนได้ทุกวัน ก่อนตัดสินใจอะไรจริงกรุณาไปตรวจข้อมูลล่าสุดเองอีกรอบครับ


ตลาดที่ใหญ่กว่าตลาดหุ้นทั้งโลก

อาจารย์เอ็มเปิดด้วยตัวเลขที่ทำให้คนในห้องเงียบไปพักหนึ่ง ตลาดหุ้นทั้งโลกรวมกันมีมูลค่าราว 100 ล้านล้านดอลลาร์ (100 trillion) ส่วนตลาดอนุพันธ์ (derivative) มีขนาดตามหน้าสัญญา (notional size) อยู่ราว 1,000 ล้านล้านดอลลาร์ (1 quadrillion) มากกว่ากันสิบเท่า

หน่วยพวกนี้ใหญ่แค่ไหน (นึกภาพเล่น ๆ)

ภาษาอังกฤษไต่หน่วยทีละพันเท่า million คือล้าน (6 ศูนย์) billion คือพันล้าน (9 ศูนย์) trillion คือล้านล้าน (12 ศูนย์) และ quadrillion คือพันล้านล้าน (15 ศูนย์) แปลว่า 1 quadrillion เท่ากับ 1,000 trillion

ลองนึกภาพเป็นวินาที 1 ล้านวินาทีคือ 11 วันครึ่ง 1 พันล้านวินาทีคือ 32 ปี ส่วน 1 quadrillion วินาทีคือราว 32 ล้านปี ยาวกว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เสียอีก อีกมุมหนึ่งคือดาวฤกษ์ในกาแล็กซีทางช้างเผือกมีราวสองแสนล้านดวง ต่อให้เอาทางช้างเผือกมาเรียงกันห้าพันกาแล็กซี ยังได้ไม่ถึงตัวเลขนี้

แกะคำศัพท์

Derivative อ่านว่า "ดีริเวทิฟ" แปลว่า "อนุพันธ์" คือสัญญาที่ไม่มีมูลค่าในตัวเอง แต่ไปเกาะราคาของอย่างอื่นอีกที (มาจาก derive = ได้มาจาก) ตัวที่มันเกาะอยู่เรียกว่า underlying หรือสินทรัพย์อ้างอิง เช่น หุ้น ทองคำ น้ำมัน ดัชนี

Notional size อ่านว่า "โนชันนอล ไซซ์" แปลว่า "ขนาดตามหน้าสัญญา" อันนี้ต้องระวังการตีความหน่อย มันคือมูลค่าของของที่สัญญาอ้างถึง ไม่ใช่เงินที่มีคนควักจ่ายจริง สัญญาที่จ่ายเงินจริงแค่หลักพันอาจอ้างถึงของมูลค่าหลักแสนได้ ตัวเลข quadrillion จึงบอกว่า "ตลาดนี้ไปเกี่ยวกับของมูลค่ามหาศาล" ไม่ได้แปลว่ามีเงินสดจำนวนนั้นหมุนอยู่จริง

ที่ตลาดนี้ใหญ่ขนาดนี้ไม่ใช่เพราะคนอยากเล่นพนันกันทั้งโลก แต่เพราะมันตอบโจทย์สองอย่างที่หุ้นเปล่า ๆ ตอบไม่ได้ คือ การล็อกราคาไว้ล่วงหน้า กับ การจำกัดความเสียหายสูงสุดตั้งแต่วันแรก เดี๋ยวจะเห็นชัดขึ้นเมื่อไล่ไปทีละท่า


Options คือใบจอง

อุปมาที่อาจารย์เอ็มใช้แล้วเห็นภาพที่สุดคือ ใบจองคอนโด สมมติเราวางเงินจอง 50,000 บาท เพื่อล็อกสิทธิ์ซื้อห้องราคา 5,000,000 บาท ในอนาคต

วันโอนมาถึง ตลาดจะเป็นยังไงก็ตาม ราคาที่เราซื้อได้คือ 5 ล้านตามใบจอง แล้วมันแตกออกเป็นสองทาง

ใบจอง: จ่าย 50,000 บาท ล็อกสิทธิ์ซื้อห้องที่ 5,000,000 ตลาดตก ห้องเหลือ 4 ล้าน ใช้สิทธิ์ = ซื้อของ 4 ล้านที่ 5 ล้าน เราก็ไม่ใช้สิ ทิ้งใบจองไป ขาดทุนสูงสุด = 50,000 จบ ตลาดดี ห้องขึ้นเป็น 8 ล้าน ใช้สิทธิ์ซื้อที่ 5 ล้านทันที หรือขายต่อใบจองให้คนอื่นก็ได้ กำไร 3 ล้าน หัก 50,000
รูปทรงของ Options ทั้งหมดอยู่ในภาพนี้: ฝั่งขาดทุนถูกตัดจบที่ค่าใบจอง ส่วนฝั่งกำไรวิ่งต่อไปได้ (diagram วาดประกอบโดยผู้เขียน)

จุดที่หลายคนพลาดคือคิดว่าถือใบจองแล้วต้องซื้อของ เปล่าเลย มีคนซื้อใบจองโดยไม่ได้อยากได้คอนโดเต็มไปหมด เขาซื้อไว้ขายต่อเก็งกำไรเพราะพอราคาห้องขึ้น ใบจองก็มีมูลค่าขึ้นตามไปด้วย

Options คือใบจองของหุ้น ของทองคำ ของสินค้าต่าง ๆ ที่มีตลาดรองซื้อขายใบจองนั้นกันเองอีกที

ใบจองมีสองแบบ ตามทิศทางของสิทธิ์ที่เราถือ

• Call Option คือสิทธิ์ที่จะ ซื้อ ในราคาที่ล็อกไว้ อาจารย์เอ็มเทียบว่าเหมือน "ซื้อหวย" คือจ่ายน้อย ถ้าไม่ถูกก็เสียแค่ค่าตั๋ว ถ้าถูกก็คูณหลายเท่า

• Put Option คือสิทธิ์ที่จะ ขาย ในราคาที่ล็อกไว้ อันนี้เหมือน "ซื้อประกัน" คือจ่ายเบี้ยเพื่อกันความเสียหายฝั่งขาลง


ศัพท์สามคำที่เลี่ยงไม่ได้

ก่อนจะไปดูตัวอย่าง Call กับ Put ทีละท่าในหัวข้อถัดไป ขอวางศัพท์สามคำนี้ก่อน เพราะทุกประโยคหลังจากนี้จะใช้มันตลอด

แกะคำศัพท์

Strike price อ่านว่า "สไตรก์ ไพรซ์" แปลว่า "ราคาใช้สิทธิ์" คือราคาที่เราล็อกไว้ในสัญญา ในอุปมาคอนโดคือ 5 ล้าน ปกติ strike แปลว่าตีหรือฟาด แต่คำนี้ใช้อีกความหมายหนึ่งคือ "ตกลงกันจนได้ข้อยุติ" แบบสำนวน strike a deal ที่แปลว่าตกลงกันได้

บางคนเรียกราคาเดียวกันนี้ว่า exercise price เพราะตั้งชื่อตาม exercise ซึ่งแปลว่าการใช้สิทธิ์ มันจึงเป็น "ราคาตอนใช้สิทธิ์" สองชื่อนี้หมายถึงตัวเลขตัวเดียวกัน

Expiration date อ่านว่า "เอ็กซ์พิเรชัน เดต" แปลว่า "วันหมดอายุ" ของสัญญา เช่น 24 กรกฎาคม 2026 พ้นวันนี้แล้วสิทธิ์หายไปเฉย ๆ

อีกคำที่ใช้แทนกันได้และเจอบ่อยมากในวงการอนุพันธ์คือ maturity อ่านว่า "แมทชัวริตี" มาจาก mature ที่แปลว่าสุกงอมหรือครบกำหนด ใช้กับสัญญาที่ตั้งอายุไว้ตั้งแต่วันทำแล้วเดินไปจนครบเอง อย่างพันธบัตรหรือตราสารหนี้ คนละมุมกับ expiration ที่เน้นว่าสิทธิ์จะหมดไป แต่หมายถึงวันเดียวกัน

Premium อ่านว่า "พรีเมียม" แปลว่า "ค่าสัญญา" หรือราคาของตัว Option เอง ก็คือเงินค่าใบจองนั่นแหละ คำนี้ยืมมาจากวงการประกันตรง ๆ (เบี้ยประกัน) ซึ่งเข้ากับบุคลิกของ Put พอดี

สามคำนี้รวมกันเป็นชื่อเรียกสัญญาหนึ่งตัว เวลาเห็นในแอปมันจะเขียนเรียงกันรวดเดียวแบบนี้

ที่เห็นในแอป RKLB 50 Put 16 Jan 2027 @ 3.20 หุ้นอ้างอิง Rocket Lab ราคาใช้สิทธิ์ ล็อกไว้ที่ 50 ดอลลาร์ ประเภทของสิทธิ์ Put = สิทธิ์ที่จะขาย วันหมดอายุ พ้นวันนี้สิทธิ์หายไป ค่าสัญญาต่อหุ้น 3.20 ดอลลาร์
ชื่อสัญญาหนึ่งบรรทัดบอกครบทุกอย่าง อ่านจากซ้ายไปขวาทีละชิ้น (diagram วาดประกอบโดยผู้เขียน)

อ่านออกมาเป็นภาษาคนคือ สิทธิ์ขายหุ้น RKLB ที่ราคา 50 หมดอายุ 16 มกราคม 2027 ค่าสัญญา 3.20 ดอลลาร์ต่อหุ้น


Call Option: ใบจองซื้อ

ตัวอย่างของอาจารย์เอ็ม วันนี้หุ้น A ราคา 100 เราอยากจองสิทธิ์ซื้อที่ราคา 150 ในอีก 1 ปีข้างหน้า ค่าใบจองอยู่ที่ 5 ดอลลาร์

ผ่านไปเกือบปี ถ้าหุ้นวิ่งขึ้นไปที่ 300 เราใช้สิทธิ์ซื้อที่ 150 แล้วขายที่ 300 ได้ทันที ต้นทุนจริงของเราคือ 150 บวกค่าใบจอง 5 เท่ากับ 155 กำไรต่อหุ้นจึงเป็น 145

กลับกัน ถ้าหุ้นเหลือ 50 เราก็แค่ปล่อยให้ใบจองหมดอายุไป เสียไป 5 ดอลลาร์ตามที่รู้ตัวอยู่แล้วตั้งแต่วันแรก และถ้ายังอยากได้หุ้นจริง ๆ ก็เดินไปซื้อในตลาดที่ 50 เอาเองได้

ซื้อ Call: strike 150 · premium 5 กำไร / ขาดทุน ต่อหุ้น (ดอลลาร์) +50 +25 0 เส้นศูนย์ = เสมอตัว 120 140 160 180 200 ราคาหุ้น ณ วันหมดอายุ (ดอลลาร์) strike 150 ต่ำกว่า strike ก็ทิ้งใบจอง ขาดทุนสูงสุด = 5 (เท่าค่าสัญญา) 155 = จุดคุ้มทุน (strike + premium) ขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่มีเพดาน โซนกำไร (เหนือเส้นศูนย์) โซนขาดทุน (ใต้เส้นศูนย์)
วิธีอ่าน: เลือกราคาหุ้นที่คิดว่าจะเกิดขึ้นจากแกนนอน แล้วไล่ขึ้นไปดูว่าเส้นเขียวอยู่เหนือหรือใต้เส้นศูนย์ เหนือคือกำไร ใต้คือขาดทุน (diagram วาดประกอบโดยผู้เขียน)
ผมเสริมเอง: จุดคุ้มทุนคำนวณง่ายมาก

จุดคุ้มทุนของ Call คือ strike + premium ในตัวอย่างนี้คือ 150 + 5 = 155 แปลว่าหุ้นต้องวิ่งจาก 100 ขึ้นไปเกิน 155 หรือขึ้นราว 55% ภายในหนึ่งปี เราถึงจะเริ่มมีกำไร ไม่ใช่แค่ "หุ้นขึ้นก็ได้ตังค์" แบบถือหุ้นตรง ๆ ตรงนี้คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับความแรง


Put Option: ใบจองขาย หรือประกันพอร์ต

ตัวอย่างเดิม วันนี้หุ้น B ราคา 100 เราอยากมั่นใจว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราขายได้ที่ 80 แน่ ๆ ภายในหนึ่งปี เลยซื้อ Put ที่ strike 80 ค่าสัญญา 5

ถ้าเรามีหุ้นตัวนั้นอยู่แล้วและซื้อ Put คุมไว้ด้วย ท่านี้มีชื่อเรียกว่า Protective Put คือหุ้นจะพังยังไงก็ยังมีพื้นรองรับที่ 80 อาจารย์เอ็มถามได้เจ็บดี: เรามีรถเรายังทำประกันเลย พอร์ตบางคนใหญ่กว่ารถอีก แล้วทำไมไม่ทำ

แต่แกก็เสริมทันทีว่าไม่จำเป็นต้องมีประกันตลอดเวลา ถ้าทางโล่งจริงก็ขับเร็วได้ ช่วงที่ดูอันตรายค่อยทำ ข้อดีอย่างหนึ่งของ Options เหนือประกันจริงคือเราซื้อและขายมันเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ใช่จ่ายทิ้งเป็นปี ๆ

และในตลาดการเงิน เราซื้อ Put ได้ทั้งที่ยังไม่มีหุ้นตัวนั้นเลย กรณีนี้แปลว่าเรากำลังเดิมพันว่าหุ้นจะลงต่ำกว่าจุดนั้น พอหุ้นลงมาที่ 50 จริง เราจะเดินไปซื้อของในตลาดที่ 50 แล้วใช้สิทธิ์ขายที่ 80 ก็ได้ หรือขายตัวใบจองทิ้งไปเลยก็ได้ เพราะวันที่หุ้นลง ใบจองขายย่อมมีมูลค่าสูงขึ้นแน่นอน

ซื้อ Put: strike 80 · premium 5 กำไร / ขาดทุน ต่อหุ้น (ดอลลาร์) +20 +10 0 เส้นศูนย์ = เสมอตัว 50 70 90 110 ราคาหุ้น ณ วันหมดอายุ (ดอลลาร์) strike 80 ยิ่งหุ้นลง ยิ่งได้ (เพดานอยู่ที่หุ้นเหลือ 0) 75 = จุดคุ้มทุน (strike ลบ premium) ขาดทุนสูงสุด = 5 (เท่าค่าสัญญา) หุ้นขึ้น ก็แค่ทิ้งประกันไป โซนกำไร (เหนือเส้นศูนย์) โซนขาดทุน (ใต้เส้นศูนย์)
Put คือกระจกเงาของ Call กำไรมาทางฝั่งซ้ายเมื่อราคาร่วง และมีเพดานอยู่ที่หุ้นราคาศูนย์ ต่างจาก Call ที่วิ่งขึ้นได้ไม่จำกัด (diagram วาดประกอบโดยผู้เขียน)

ทำไมมันแรง และทำไมมันโหด

ถ้าเราซื้อหุ้นที่ 100 แล้วหุ้นวิ่งไป 300 เรากำไร 200 คิดเป็น 200% ตรงไปตรงมา

แต่ถ้าเอาเงิน 5 ดอลลาร์ไปซื้อ Call ที่ strike 150 อายุหนึ่งปี พอหุ้นวิ่งจาก 100 ไป 300 เท่าเดิม กำไรต่อหุ้นคือ 145 จากทุน 5 คิดเป็นราว 2,900%

กาง: 2,900% คิดมายังไง และต้องมีเงินจริงเท่าไหร่

ตัวเลข 2,900% มาจากการเทียบกำไรกับทุนที่จ่ายไปเท่านั้น ไล่ทีละขั้นคือ

หุ้นวันหมดอายุอยู่ที่ 300 เราใช้สิทธิ์ซื้อได้ที่ 150 จึงได้ส่วนต่าง 150 ต่อหุ้น หักค่าสัญญาที่จ่ายไป 5 เหลือกำไรสุทธิ 145 ต่อหุ้น เอา 145 หารด้วยทุน 5 ได้ 29 เท่า หรือ 2,900%

ทีนี้มาที่คำถามสำคัญกว่า เงินจริงที่ต้องมีคือเท่าไหร่ ตรงนี้มีกับดักสองชั้น

ชั้นแรก ราคา Option ที่เห็นเป็นราคา ต่อหุ้น แต่หนึ่งสัญญาผูกกับหุ้น 100 หุ้นเสมอ (มาตรฐานของตลาดสหรัฐ) เงินที่จ่ายจริงต่อหนึ่งสัญญาจึงเป็น 5 คูณ 100 เท่ากับ 500 ดอลลาร์ ไม่ใช่ห้าเหรียญ มือใหม่พลาดตรงนี้กันบ่อยมาก และกำไร 145 ต่อหุ้นก็คูณร้อยเช่นกัน เป็น 14,500 ดอลลาร์ต่อสัญญา สัดส่วน 2,900% เท่าเดิมเพราะคูณร้อยกันทั้งสองฝั่ง

ชั้นที่สอง ถ้าเราจะ ใช้สิทธิ์ ซื้อหุ้นจริง ต้องมีเงินก้อนพร้อมจ่ายค่าหุ้นด้วย คือ 150 คูณ 100 เท่ากับ 15,000 ดอลลาร์ ต่อสัญญา ไม่ใช่แค่ 500 ที่จ่ายไปตอนแรก

แต่ในทางปฏิบัติ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้สิทธิ์ เขา ขายสัญญาต่อ ในตลาดก่อนหมดอายุ เพราะพอหุ้นวิ่งขึ้น ตัวสัญญาก็แพงขึ้นตามอยู่แล้ว ทางนี้เก็บกำไรได้โดยไม่ต้องมีเงิน 15,000 เลย ทั้งสองทางจึงเปิดอยู่ ขึ้นกับว่าเราอยากได้ตัวหุ้นจริงหรืออยากได้แค่ส่วนต่าง

ใจเย็นก่อนครับ ตลาดไม่ได้ใจดีขนาดนั้น ลองพลิกอีกด้าน ถ้าตลอดหนึ่งปีนั้นหุ้นไม่ไปไหนเลย ยังอยู่ที่ 100 เท่าเดิม

• คนถือหุ้น ก็แค่ติดดอย ถ้าพื้นฐานดีก็รอวันที่มันกลับมาได้ เงินยังอยู่ครบ

• คนถือ Call สัญญาหมดอายุ กลายเป็นกระดาษเปล่า เสียค่าสัญญาที่จ่ายไปทั้งหมด คือ 5 ดอลลาร์ต่อหุ้น หายไปเกลี้ยง

ขอย้ำจุดที่คนสับสนบ่อย คำว่าเสียหมดในที่นี้หมายถึงเสียหมดของ ค่าสัญญา ที่จ่ายไป ไม่ใช่เสียหมดทั้งพอร์ต ถ้าเราแบ่งเงินมาซื้อ Option แค่ 5 ดอลลาร์ ก้อนที่หายไปก็คือ 5 ดอลลาร์นั้น เงินส่วนที่เหลือไม่ได้ถูกแตะต้อง เวลาเทียบเปอร์เซ็นต์กับคนถือหุ้นจึงต้องระวัง เพราะสองฝั่งคิดจากฐานคนละก้อนกัน

นี่แหละคือที่มาของมุกตอนต้น หุ้นอยู่ที่เดิมแต่เราขาดทุนได้ เพราะสิ่งที่เราซื้อไม่ใช่หุ้น แต่คือ "สิทธิ์ที่มีวันหมดอายุ"

ทุนเท่ากัน ผลลัพธ์คนละโลก ถือหุ้นที่ 100 % คิดจากฐาน = เงินซื้อหุ้น 100 ถือ Call 150 ราคา 5 % คิดจากฐาน = ค่าสัญญา 5 หุ้นไป 300 +200% +2,900% หุ้นอยู่ที่ 100 0% เสมอตัว (เงินยังอยู่ครบ) -100% ของค่าสัญญา (หมดอายุ) หุ้นเหลือ 50 -50% -100% ของค่าสัญญา สองในสามฉากนี้ Options แพ้การถือหุ้นเปล่า ๆ ราบคาบ คิดเป็นเงิน: ฉากล่างสุด คนถือหุ้นเสีย 50 ดอลลาร์ ส่วนคนถือ Call เสีย 5 ดอลลาร์ เปอร์เซ็นต์ที่ดูโหดกว่าจึงมาจากฐานที่เล็กกว่า ไม่ใช่เงินที่หายมากกว่า
ความแรงของ Options ไม่ได้ฟรี มันแลกมาด้วยการที่ฉาก 'ไม่มีอะไรเกิดขึ้น' เปลี่ยนจากเสมอตัวเป็นขาดทุนหมดก้อน และอย่าลืมว่าเปอร์เซ็นต์สองคอลัมน์คิดจากฐานคนละก้อน (diagram วาดประกอบโดยผู้เขียน)
ผมเสริมเอง: ทำไมเวลาถึงกินเงินเรา

ราคา Option แบ่งเป็นสองก้อน ก้อนแรกคือ มูลค่าที่แท้จริง (intrinsic value) คือส่วนที่ใช้สิทธิ์เดี๋ยวนี้แล้วได้เงินจริง ก้อนที่สองคือ มูลค่าเวลา (time value) คือค่าความหวังว่าราคายังมีเวลาวิ่งไปถึง

ก้อนที่สองละลายทิ้งทุกวันที่ผ่านไป และละลายเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อใกล้วันหมดอายุ คนในวงการเรียกอาการนี้ว่า theta decay ("ธีตา ดีเคย์" คือการเสื่อมตามเวลา) นี่คือเหตุผลเชิงกลไกว่าทำไมหุ้นอยู่ที่เดิมแล้วเราถึงขาดทุน เราเสียเงินให้เข็มนาฬิกา ไม่ได้เสียให้ราคาหุ้น

ทีนี้จะเห็นภาพชัดขึ้นมากถ้ารู้จักการแบ่งสัญญาเป็นสามโซนตามราคาหุ้นเทียบกับ strike โซนในเงิน (in the money) โซนพอดีเงิน (at the money) และโซนนอกเงิน (out of the money)

สามโซนของ Call ที่ strike 150 OTM · นอกเงิน หุ้นต่ำกว่า 150 ATM = 150 ITM · ในเงิน หุ้นสูงกว่า 150 strike 150 ราคาหุ้นต่ำ ราคาหุ้นสูง ราคาสัญญา = ค่าเวลาล้วน ๆ ใช้สิทธิ์ตอนนี้ไม่ได้อะไร หมดอายุแล้วเหลือศูนย์ ราคาสัญญา = มูลค่าที่แท้จริง + ค่าเวลา ใช้สิทธิ์ตอนนี้ได้เงินจริง ก้อนนี้ไม่ละลายไปกับเวลา
เส้นราคาเดียวแบ่งเป็นสามโซนเทียบกับ strike ยิ่งอยู่ทางซ้ายของ strike มาก ราคาสัญญา Call ก็ยิ่งเป็นค่าความหวังล้วน ๆ (diagram วาดประกอบโดยผู้เขียน)

แกะคำศัพท์

In the money (ITM) อ่านว่า "อิน เดอะ มันนี" แปลว่า "อยู่ในเงินแล้ว" คือใช้สิทธิ์เดี๋ยวนี้แล้วได้เงินจริง สำนวนนี้มาจากภาพที่ว่าสัญญาใบนั้น "มีเงินอยู่ข้างใน" ให้หยิบ

At the money (ATM) อ่านว่า "แอต เดอะ มันนี" คือราคาหุ้นเท่ากับ strike พอดี ใช้สิทธิ์แล้วไม่ได้ไม่เสีย ยืนอยู่ปากประตูพอดี

Out of the money (OTM) อ่านว่า "เอาต์ ออฟ เดอะ มันนี" แปลว่า "ยังไม่เข้าเงิน" คือใช้สิทธิ์ตอนนี้ยังไม่คุ้ม ราคาที่จ่ายซื้อสัญญาจึงเป็นค่าความหวังล้วน ๆ

สัญญา OTM คือตัวที่โดน theta decay กินหนักที่สุด เพราะทั้งราคาที่เราจ่ายคือค่าเวลาก้อนเดียว พอไม่มีมูลค่าที่แท้จริงมารองรับเลย วันหมดอายุมันจึงเหลือศูนย์จริง ๆ Call ที่ strike 150 ตอนหุ้นอยู่ที่ 100 ในตัวอย่างข้างบนก็คือสัญญา OTM แบบเต็มตัว


ขนาดไม้ (sizing) สำคัญกว่าที่คิด

เพราะฝั่งเสียคือค่าสัญญาทั้งก้อน ส่วนฝั่งได้คือหลักร้อยหรือพันเปอร์เซ็นต์ของก้อนนั้น เรื่อง ขนาดไม้ (sizing) จึงเป็นตัวตัดสินว่าใครอยู่รอด ไม่ใช่ความแม่นของมุมมอง อาจารย์เอ็มสรุปประโยคที่ผมชอบมากว่า ไม่มีเครื่องมือไหนดีกว่าเครื่องมือไหน มีแต่เครื่องมือที่เหมาะกับเรา

เทคนิคที่แกแนะนำตรง ๆ คือ อย่าเอาเงินทั้งก้อนที่ตั้งใจจะซื้อหุ้นไปทุ่มใส่ Option ให้แบ่งไปเฉพาะส่วนค่า premium เล็ก ๆ ที่เหลือเอาไปพักไว้ใน money market หรือตราสารหนี้ระยะสั้นให้ได้ผลตอบแทนสัก 3% ต่อปี แล้วค่อยเอาผลตอบแทนนั้นไปหมุนซื้อ Option รอบถัดไป

Exposure เท่ากัน แต่ใช้เงินคนละก้อน ซื้อหุ้นตรง ๆ เงิน 100 จมอยู่กับหุ้นทั้งก้อน ซื้อ Call แล้วเอาส่วนต่างไปทำงาน 5 อีก 95 พักในตราสารหนี้ระยะสั้น / money market ได้ราว 3% ต่อปี แล้วเอาดอกนั้นไปซื้อ Option รอบหน้า premium
จุดสำคัญคือส่วนต่างไม่ควรนอนเฉย ๆ เพราะเราได้ exposure เท่าเดิมโดยใช้เงินน้อยกว่ามาก (diagram วาดประกอบโดยผู้เขียน)

แกะคำศัพท์

Exposure อ่านว่า "เอ็กซ์โพเชอร์" แปลว่า "ระดับการเปิดรับความเสี่ยง" คือถามว่าถ้าหุ้นขยับหนึ่งบาท พอร์ตเราขยับตามกี่บาท ไม่ได้ถามว่าเราจ่ายเงินไปเท่าไหร่ (มาจาก expose = เปิดออกให้โดน)

Gearing หรือ leverage อ่านว่า "เกียริง" / "เลเวอเรจ" แปลว่า "การทดกำลัง" คำหนึ่งมาจากเฟืองรถ อีกคำมาจากคานงัด ความหมายเดียวกันคือออกแรงน้อยแต่ได้ผลมาก และเหมือนคานงัดจริงตรงที่มันงัดกลับใส่เราได้ด้วย

ผมเสริมเอง: sizing กับ notional size คนละขนาดกัน

สองคำนี้แปลว่า "ขนาด" เหมือนกันจนสับสนได้ง่าย แยกแบบนี้ครับ

Notional size คือขนาดของ "ของ" ที่สัญญาไปอ้างถึง สำหรับหนึ่งสัญญาก็คือ strike คูณ 100 หุ้น เช่น Call strike 150 หนึ่งสัญญา ไปอ้างถึงหุ้นมูลค่า 15,000 ดอลลาร์ นี่คือขนาดของภาระที่จะเกิดถ้ามีการใช้สิทธิ์จริง

Sizing คือขนาดเงินที่เรายอมเสี่ยงจริงในไม้นั้น ก็คือ premium ที่จ่าย คูณจำนวนสัญญา ในตัวอย่างเดียวกันคือ 500 ดอลลาร์ต่อสัญญา นี่คือตัวเลขที่หายไปได้จริงถ้าเราคิดผิด

เสน่ห์ของ Options อยู่ตรงที่มันดึงสองเลขนี้ให้ห่างกันมาก จ่าย 500 แต่ไปเกาะของมูลค่า 15,000 และอันตรายของมันก็อยู่ตรงเดียวกันเป๊ะ เพราะคนที่เผลอคิด sizing จากเลขก้อนเล็กแต่ไปรับภาระตามเลขก้อนใหญ่ คือคนที่เจ็บหนักที่สุด

ในบริบทของ Webull ที่จัดคลาสนี้ เงินดอลลาร์ที่นอนอยู่ในบัญชีได้ดอกเบี้ยราว 3.5% ต่อปี ซึ่งก็เข้าทางเทคนิคข้างบนพอดี เพราะมันยังเป็น "เงิน" ที่พร้อมหยิบไปซื้อหุ้นได้ทุกเมื่อ

ทีนี้คำถามที่ตามมาแบบเลี่ยงไม่ได้คือ แล้วพอร์ตเราต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะกล้าซื้อไม้หนึ่ง ผมทำเครื่องคำนวณเล่น ๆ ไว้ให้ลองปรับตัวเลขดู ถือเป็นของแถมสำหรับคนที่อยากเห็นเม็ดเงินจริง กดกางด้านล่างได้เลย

ลองเอง: เครื่องคำนวณขนาดไม้ และเงินที่ต้องเตรียม
ค่า premium ทั้งก้อน (× 100 × สัญญา)$600.00
ค่าธรรมเนียม$0.65
เงินที่เสี่ยงจริง (ขาดทุนสูงสุด)$600.65
คิดเป็นเงินบาท฿20,122

ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นภาพ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน สำหรับการซื้อ option หนึ่งไม้ เงินที่เสี่ยงจริงคือค่า premium บวกค่าธรรมเนียมเท่านั้น

เงินก้อนที่สอง: ถ้าจะรับหุ้นเข้าพอร์ตจริง

เตรียมไว้ซื้อหุ้นที่ strike (× 100 × สัญญา)$15,000
คิดเป็นเงินบาท฿502,500

ก้อนนี้ไม่ใช่เงินที่หายไป เพราะเราได้หุ้นมูลค่าใกล้เคียงกันกลับมา มันคือเงินสดที่ต้องมีพร้อมตอนใช้สิทธิ์ Call เพื่อซื้อหุ้น หรือตอนโดนใช้สิทธิ์ Put (short put) เพื่อรับหุ้น ถ้าเป็นการซื้อ option ทั่วไปแล้วขายสิทธิ์ทิ้งก่อนหมดอายุ ก็ไม่ต้องเตรียมก้อนนี้เลย


อีกฝั่งของโต๊ะ: คนขาย Option

ที่ผ่านมาเราพูดถึงฝั่งซื้ออย่างเดียว แต่ทุกใบจองต้องมีคนออกให้ คนซื้อจ่าย premium เพื่อแลกกับสิทธิ์ แปลว่า คนขายคือคนที่ได้ premium ไปเลยตั้งแต่วันแรก

ฟังดูดี แต่ของแถมคือภาระ และตรงนี้คือจุดที่คนงงกันมากที่สุดทั้งบท ผมขอไล่ทีละขั้นช้า ๆ

ขั้นที่ 1 ขายสิทธิ์แปลว่าเราเป็น คนออกใบจอง ไม่ใช่คนถือใบจอง เราคือฝ่ายที่รับเงินค่าใบจองไปแล้ว

ขั้นที่ 2 พอเราเป็นคนออกใบจอง เราก็เป็นฝ่ายตั้งรับล้วน ๆ คนตัดสินใจว่าจะใช้สิทธิ์หรือไม่คืออีกฝ่าย ไม่ใช่เรา เขาจะใช้ก็ต่อเมื่อมันได้เปรียบเขา ซึ่งแปลว่าเสียเปรียบเราพอดี

ขั้นที่ 3 ถ้าเราขายสิทธิ์ ซื้อ (ขาย Call) แล้วโดนใช้สิทธิ์ หน้าที่ของเราคือ ส่งมอบหุ้น ให้เขาที่ราคา strike

ขั้นที่ 4 ถ้าเราขายสิทธิ์ ขาย (ขาย Put) แล้วโดนใช้สิทธิ์ หน้าที่ของเราคือ รับซื้อหุ้น ของเขาที่ราคา strike

ขั้นที่ 4 คือประโยคที่อ่านแล้วสมองสะดุดกันทุกคน "ขายสิทธิ์การขาย" ทำไมกลายเป็นเราต้องซื้อ ลองอ่านช้า ๆ อีกรอบครับ สิทธิ์ที่เราขายให้เขาไปคือสิทธิ์ที่เขาจะ ขาย หุ้น พอเขาใช้สิทธิ์นั้น เขาก็ยัดหุ้นมาให้เรา แล้วคนที่ต้องอยู่ปลายทางรับของไว้ก็คือเรา การขายสิทธิ์ขายจึงเท่ากับการรับปากล่วงหน้าว่า "ถ้าราคาลงมาถึงจุดนี้ ผมรับซื้อเอง"

แกะคำศัพท์

Long และ short อ่านว่า "ลอง" และ "ช็อต" เป็นคำที่บอกว่าเรายืนอยู่ฝั่งไหนของสัญญา long คือฝั่งที่ถือของไว้ ซื้อมาก่อนแล้วรอราคาขึ้น ส่วน short คือฝั่งที่ขายออกไปก่อน แล้วค่อยไปหาของมาคืนทีหลัง เวลาเจอคำว่า long call ก็คือคนซื้อ Call ส่วน short call คือคนขาย Call เหมือนกันกับ long put และ short put

Exercise อ่านว่า "เอ็กเซอร์ไซซ์" แปลว่า "การใช้สิทธิ์" คำเดียวกับที่แปลว่าออกกำลังกายหรือแบบฝึกหัดนั่นแหละ รากของมันคือ "การเอาสิ่งที่มีอยู่ออกมาใช้งานจริง" กล้ามเนื้อเอามาใช้ก็เรียก exercise สิทธิ์ในสัญญาเอามาใช้ก็เรียก exercise เหมือนกัน

Assignment อ่านว่า "แอสไซน์เมนต์" แปลว่า "การถูกมอบหมายให้ทำตามสัญญา" มาจาก assign ที่แปลว่ามอบหมายหรือจับคู่ให้ พอมีคนใช้สิทธิ์ สำนักหักบัญชีจะสุ่มจับคู่ว่าคนขายรายไหนต้องเป็นคนทำตามสัญญาใบนั้น คนที่ถูกจับได้ก็คือคนที่โดน assignment ที่มันแปลว่า "การบ้าน" ในชีวิตประจำวันได้ด้วย ก็เพราะเป็นการมอบหมายงานเหมือนกัน คนละบริบทแต่รากเดียวกัน

ลองคิดตามฉากที่อาจารย์ยกไว้ เราขายสิทธิ์ซื้อหุ้นที่ 200 โดยที่มือเราไม่มีหุ้นเลย พอถึงเวลาหุ้นดันวิ่งไป 300 หรือ 400 เราต้องไปไล่ซื้อของในตลาดที่ 400 มาส่งมอบให้เขาที่ราคา 200 ยิ่งหุ้นวิ่งขึ้นไม่หยุด ความเสียหายก็ยิ่งไม่มีเพดาน

ขาย Call แบบไม่มีหุ้นในมือ: strike 200 · premium 5 กำไร / ขาดทุน ต่อหุ้น (ดอลลาร์) 0 -50 -100 เส้นศูนย์ = เสมอตัว 150 200 250 300 ราคาหุ้น ณ วันหมดอายุ (ดอลลาร์) strike 200 กำไรตันแค่ 5 คือค่า premium ที่รับมา 205 = จุดคุ้มทุน หุ้นยิ่งขึ้น ยิ่งขาดทุน ไม่มีก้นบึ้ง หุ้นไป 400 ก็ขาดทุน 195 ต่อหุ้น
ขาย Call ทั้งที่ไม่มีหุ้นในมือ กำไรมีเพดานเตี้ยแค่ค่า premium ส่วนขาดทุนวิ่งลงได้ไม่จบ นี่คือเหตุผลที่โบรกส่วนใหญ่ไม่ยอมให้มือใหม่ทำ (diagram วาดประกอบโดยผู้เขียน)

อาจารย์เอ็มเตือนสั้น ๆ ว่า อย่า short แบบไม่มีของ

ในไทยเรื่องนี้ยังทำไม่ได้เต็มรูปแบบอยู่แล้ว เพราะโบรกไม่เปิดให้ short แบบไม่มีของ ซึ่งก็นับเป็นราวกันตกที่ดีสำหรับมือใหม่

ตรงนี้แหละที่คำว่า covered ("คัฟเวอร์ด" แปลว่ามีของรองรับไว้แล้ว) กับ secured ("ซีเคียวร์ด" แปลว่ามีหลักประกันกันไว้แล้ว) เข้ามา สองคำนี้ตอบหน้าที่ในขั้นที่ 3 กับขั้นที่ 4 ตรง ๆ ถ้าหน้าที่ของเราคือส่งมอบหุ้น เราก็เตรียมหุ้นไว้ก่อนเลย ถ้าหน้าที่ของเราคือรับซื้อหุ้น เราก็กันเงินสดไว้ก่อนเลย พอเตรียมของไว้ล่วงหน้า วันที่โดน assignment มันจึงกลายเป็นเรื่องที่คาดไว้แล้ว ไม่ใช่หายนะ

ท่าที่ทำได้จริงจึงมีสองท่า คือ Covered Call กับ Cash Secured Put ซึ่งเป็นท่ามาตรฐานที่แพลตฟอร์มอย่าง Webull เปิดให้ทำ เดี๋ยวเราจะลงรายละเอียดทีละท่า เริ่มจากท่าแรกก่อน


Covered Call: เก็บค่าเช่าจากหุ้นที่ถืออยู่

Covered Call คือการ ขาย Call (short call) โดยมีหุ้นตัวนั้นอยู่ในมือครบแล้ว ถ้าโดนใช้สิทธิ์ก็แค่ส่งหุ้นที่มีอยู่ให้ไป ไม่ต้องวิ่งไปไล่ซื้อของแพงในตลาดแบบเส้นแดงในภาพเมื่อกี้

ตัวอย่าง เรามีหุ้นต้นทุน 100 และตั้งใจไว้แน่นอนแล้วว่าจะขายที่ 150 เท่านั้น ระหว่างทางลงมาแค่ไหนก็ไม่ขาย ถ้าใจเราแน่แบบนี้ ให้ทำ Covered Call ที่ strike 150 ไปเลย

ลองดูฉากที่มันเวิร์กก่อน สมมติเราขาย Call strike 150 อายุสามเดือน ได้ premium มา 4 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นเงินจริง 400 ดอลลาร์ต่อสัญญา ผ่านไปสามเดือนหุ้นยังวนอยู่แถว 110 ถึง 120 ไม่ถึง 150 สัญญาหมดอายุไปเฉย ๆ เราเก็บ 400 ดอลลาร์นั้นไว้เต็มก้อน หุ้นก็ยังอยู่ในมือครบ 100 หุ้นเหมือนเดิม แล้วเปิดรอบใหม่ได้อีก

คิดเป็นสัดส่วนคือ 4 บนต้นทุนหุ้น 100 เท่ากับ 4% ในสามเดือน ถ้าทำได้แบบนี้ทุกไตรมาสก็ราว ต่อปีจากหุ้นที่เรานั่งถืออยู่เฉย ๆ อยู่แล้ว คนถึงเรียกท่านี้ว่าเก็บค่าเช่า และเรียกผลตอบแทนก้อนนี้ว่า yield ("ยีลด์" แปลว่าผลตอบแทนที่งอกออกมาจากสิ่งที่เราถืออยู่ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี มาจาก yield ที่แปลว่าให้ผลผลิต แบบที่ดินให้ผลผลิต)

ส่วนตอนหุ้นลง สมมติลงไป 80 เราก็ขาดทุนตามปกติของคนถือหุ้น แต่อย่างน้อยมี premium ที่ได้มาช่วยลดรอยแผลลงบ้าง

Covered Call: ต้นทุนหุ้น 100 · strike 150 · premium 5 กำไร / ขาดทุน ต่อหุ้น (ดอลลาร์) +50 +25 0 -25 เส้นศูนย์ = เสมอตัว 70 110 150 190 230 ราคาหุ้น ณ วันหมดอายุ (ดอลลาร์) strike 150 ถ้าถือหุ้นเปล่า ๆ ได้ต่อขึ้นไป 155 = จุดที่หุ้นเปล่าเริ่มแซง กำไรตันที่ 55 (ขายได้ 150 + premium 5) 95 = จุดคุ้มทุน (ต้นทุน 100 ลบ premium 5) หุ้นลง ก็ขาดทุนตามหุ้น แต่บางกว่าเดิม 5
เส้นเขียวคือ Covered Call ทั้งก้อน (หุ้นในมือรวมกับ Call ที่ขายไป) เส้นประคือสิ่งที่จะเกิดถ้าถือหุ้นเปล่า ๆ ช่องว่างระหว่างสองเส้นทางขวาคือกำไรที่เราขายทิ้งไปแลกกับ premium (diagram วาดประกอบโดยผู้เขียน)

มีคนแย้งเสมอว่า "แล้วถ้ามันพุ่งไป 170 ล่ะ" อาจารย์ตอบเรื่องนี้ด้วยมายด์เซ็ตที่คมมาก

ในชีวิตจริง ถ้าเราตั้งเป้าขาย 150 ไว้แล้ว เราก็ขายไปตั้งแต่ 150 อยู่ดี เราไม่เคยได้เห็น 170 อยู่แล้ว

ผมเสริมเอง: ต้นทุนที่มองไม่เห็นของท่านี้

สิ่งที่เราขายทิ้งไปคือ "ส่วนที่หุ้นวิ่งเกิน strike" ซึ่งก็คือช่องว่างระหว่างเส้นเขียวกับเส้นประในภาพข้างบน ถ้าปีนั้นหุ้นดันวิ่งไป 300 เราจะได้แค่ 150 บวก premium แล้วมองมันวิ่งต่อไปโดยไม่มีเรา ท่านี้จึงเหมาะกับหุ้นที่เราคิดว่าจะออกข้าง ๆ หรือขึ้นช้า ๆ ส่วนหุ้นที่เราเชื่อว่ากำลังจะระเบิด เก็บไว้เฉย ๆ ดีกว่า

สรุปเงื่อนไขของท่านี้คือ เหมาะเมื่อเราตั้งใจถือหุ้นตัวนั้นอยู่แล้ว และมีเป้าการขายที่ชัดเจนในหัวแล้วจริง ๆ เราจึงทำ Covered Call ควบไปด้วยเพื่อเพิ่ม yield ให้พอร์ต


ก้าวแรกสำหรับมือใหม่ และข้อจำกัดที่ต้องรู้

อาจารย์เอ็มแนะนำว่าถ้าเพิ่งเริ่ม อย่าไปเล่นท่าซับซ้อน ให้ใช้ Options เสริมสิ่งที่เราทำอยู่แล้ว ไม่ใช่เปิดเกมใหม่ที่เราไม่เคยเล่น ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ท่าที่เข้าข่ายนี้

1. Covered Call บนหุ้นที่ถือยาวอยู่แล้ว เงื่อนไขคือต้องมีหุ้นครบ 100 หุ้น และมีราคาเป้าหมายในใจอยู่ก่อนแล้ว ได้ premium มาเป็นค่าเช่าระหว่างรอ แลกกับการยอมขายที่ราคาเป้าถ้าไปถึง

2. Protective Put เป็นประกันให้พอร์ต ซื้อ Put คุมหุ้นที่ถืออยู่ไว้ในช่วงที่ดูอันตราย เสียแค่ค่าเบี้ย แต่ได้พื้นรองรับชัดเจน เหมาะกับคนที่กลัวขาลงจนไม่กล้าถือ เพราะรู้ตัวเลขความเสียหายสูงสุดแล้วจึงถือต่อได้สบายใจขึ้น

3. Cash Secured Put กับหุ้นที่อยากได้อยู่แล้ว เงื่อนไขคือต้องมีเงินสดพร้อมรับของเต็มจำนวน และต้องเป็นหุ้นที่เราวิเคราะห์มาแล้วว่าอยากถือจริงที่ราคานั้น รายละเอียดของท่านี้อยู่ท้ายบทความ

ท่าที่ยังไม่ควรแตะ คือทุกอย่างที่มีคำว่า naked หรือ uncovered คือขายสิทธิ์โดยไม่มีของและไม่มีเงินรองรับ กับพวกกลยุทธ์หลายขาที่ต้องเปิดหลายสัญญาพร้อมกัน เก็บไว้ทีหลังได้

เรียงตามความเสี่ยง ไม่ใช่ตามความน่าตื่นเต้น เสี่ยงต่ำ · เริ่มตรงนี้ เสี่ยงสูง · ยังไม่ต้องรีบ Covered Call Protective Put ต่อยอดจากหุ้นที่ถืออยู่ ความเสียหายรู้ล่วงหน้า Cash Secured Put ต้องกันเงินเต็มจำนวน และต้องอยากได้หุ้นจริง ไม่กันขาลงให้ ซื้อ Call / Put เปล่า เสียได้เต็มค่าสัญญา เวลาเป็นศัตรู ขายแบบ ไม่มีของ ไม่มีเพดาน อย่าเพิ่งแตะ สองกล่องซ้ายทำเงินจากของที่มีอยู่แล้ว สองกล่องขวาต้องเดาทิศทางให้ถูกถึงจะรอด ก้าวแรกอยู่ทางซ้ายเสมอ ไม่ว่าจะเริ่มวันไหน
ไล่จากซ้ายไปขวาตามความเสี่ยง สามท่าแรกคือของที่ทำได้ตั้งแต่ก้าวแรก ส่วนสองท่าขวาสุดคือของที่ควรผ่านสามท่าแรกมาก่อน (diagram วาดประกอบโดยผู้เขียน)

ข้อจำกัดที่คนมักลืม

สัญญา Options หนึ่งใบผูกกับหุ้น 100 หุ้น เสมอ (ตัวคูณเดียวกับที่เล่าไว้ในกล่อง "2,900% คิดมายังไง" ข้างบน) แปลว่าถ้าจะทำ Covered Call กับหุ้นราคา 400 ดอลลาร์ เราต้องมีหุ้นในมือ 100 ตัวก่อน หรือคิดเป็นเงินราว 40,000 ดอลลาร์ ส่วน Cash Secured Put ที่ strike 50 ก็ต้องกันเงินไว้ 5,000 ดอลลาร์ต่อสัญญา ท่าฝั่งคนขายจึงต้องใช้เงินก้อนใหญ่กว่าที่คิดพอสมควรในหุ้นบางตัว


เคสจริงของอาจารย์: MSTR สองดีล

อาจารย์เล่าเคสตัวเองกับหุ้น Strategy (ชื่อเดิม MicroStrategy ใช้ตัวย่อในตลาดว่า MSTR) ก่อนจะเข้าเรื่องดีล ขอเล่าให้รู้จักหุ้นตัวนี้ก่อน เพราะถ้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร จะไม่เห็นว่าทำไมอาจารย์ถึงเลือกเล่นด้วย Options

Strategy เป็นบริษัทที่เอาเงินของบริษัทไปกว้านซื้อ Bitcoin มากองไว้เป็นคลังสมบัติ จนตอนนี้กลายเป็นบริษัทที่ถือ Bitcoin มากที่สุดในโลก ราว 818,000 เหรียญ คิดเป็นเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ผลก็คือราคาหุ้นของมันแทบจะเป็นเงาของ Bitcoin ที่ขยายใหญ่ขึ้น เวลา Bitcoin ขึ้น หุ้นตัวนี้ขึ้นแรงกว่า เวลา Bitcoin ลง มันก็ลงหนักกว่าเช่นกัน

ความแรงนั้นเห็นได้จากราคาจริง (ปรับตามการแตกพาร์แล้ว) หุ้นเคยวิ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดราว 543 ดอลลาร์ ปลายปี 2024 แล้วไหลลงยาวมาแตะ ต่ำกว่า 82 ดอลลาร์ กลางปี 2026 ก่อนจะทรง ๆ อยู่แถว 90 กว่า ๆ ในตอนนี้ สองดีลของอาจารย์เกิดคนละจังหวะบนเส้นทางสุดโหดนี้ ดีลที่มองขึ้นเกิดตอนหุ้นร่วงลงมาต่ำร้อย ส่วนดีลที่มองลงเกิดก่อนหน้านั้นตอนหุ้นยังยืนสามร้อยกว่า

ดีลแรก: ซื้อ Call (long call) ตอนหุ้นต่ำร้อย

เป้าหมาย: อยากได้กำไรก้อนโตถ้า Bitcoin กลับมา แต่ไม่ยอมเสี่ยงหมดตัวถ้ามันไปต่อ

แกเชื่อว่า Bitcoin จะกลับมา และถ้ากลับไปแตะแสนเหรียญ Strategy มีสิทธิ์กลับไป 400 ได้เลย แต่ถ้าเอาเงินก้อนไปซื้อหุ้นวันนั้นแล้วมันลงต่อ ชีวิตก็เปลี่ยนได้เหมือนกันแต่คนละทิศ แกเลยเอาเงินส่วนหนึ่งไปซื้อ Call แทน ถ้าครบปีแล้ว Bitcoin ไม่กลับมา เงินก้อนนั้นคือเงินที่ยอมทิ้งตั้งแต่วันแรก ระหว่างที่มันลงไปเรื่อย ๆ จึงไม่ต้องกลัวอะไรเลย ในคำของแกคือยอมตัดแล้ว มอบตัวแล้ว

ดีลที่สอง: ซื้อ Put (long put) ตอนหุ้นสามร้อยกว่า

เป้าหมาย: อยากได้กำไรถ้าหุ้นร่วง โดยไม่ต้องเสี่ยงขาดทุนไม่มีเพดานแบบการ short หุ้นตรง ๆ

หุ้นตัวเดิม แต่คราวนี้แกมองลง เลยไล่ซื้อ Put ที่ strike 100 ลงไปเรื่อย ๆ คำถามคือทำไมไม่ short หุ้นตรง ๆ คำตอบของแกคือ ถ้า Bitcoin มันไปต่อแล้วแกไป short หุ้นไว้ แกเจ็บแน่นอนเพราะของแบบนี้ขึ้นได้แรงมาก แกไม่กล้า short สินทรัพย์แบบนี้ แต่ก็ยังเชื่ออยู่ว่ามันจะลง Option จึงเป็นทางที่ยอมเสียแค่ premium และ premium ตอนนั้นก็ถูกมากเพราะแทบไม่มีใครเชื่อว่ามันจะลง 60 ถึง 70%

คำว่า "รู้ตัวเลขขาดทุนสูงสุดตั้งแต่วันแรก" ฟังดูเป็นวาทกรรมสวย ๆ จนกว่าจะเห็นเป็นตัวเลข ผมเลยลองใส่เลขให้ดูว่ามันหน้าตายังไง

ผมเสริมเอง: กางดูตัวเลขสมมติของสองดีล

ต้นทางไม่ได้บอกว่าอาจารย์ซื้อกี่สัญญาที่ค่าเท่าไหร่ ตัวเลขข้างล่างนี้ผมสมมติขึ้นมาเองเพื่อประกอบความเข้าใจ ไม่ใช่ตัวเลขจริงของแก

ดีลแรก สมมติซื้อ Call strike 250 อายุหนึ่งปี ค่าสัญญา 20 ดอลลาร์ต่อหุ้น จำนวน 3 สัญญา เงินที่จ่ายจริงคือ 20 คูณ 100 คูณ 3 เท่ากับ 6,000 ดอลลาร์ และนี่คือตัวเลขขาดทุนสูงสุด ต่อให้ Bitcoin ร่วงจนหุ้นเหลือศูนย์ ตัวเลขนี้ก็ไม่โตขึ้นอีกแม้แต่ดอลลาร์เดียว

ดีลที่สอง สมมติซื้อ Put strike 100 ค่าสัญญา 6 ดอลลาร์ต่อหุ้น จำนวน 5 สัญญา เงินที่จ่ายจริงคือ 6 คูณ 100 คูณ 5 เท่ากับ 3,000 ดอลลาร์ เทียบกับการไป short หุ้นตรง ๆ ที่ราคา 300 ซึ่งถ้าหุ้นวิ่งขึ้นไป 600 ก็ขาดทุน 300 ต่อหุ้นและยังไม่มีเพดาน นี่คือเหตุผลที่แกเลือกทางนี้

ประเด็นจึงเป็นว่าเรารู้ตัวเลขนี้ได้ ก่อน กดซื้อ ไม่ใช่มารู้ตอนพอร์ตแดง เลยตั้งขนาดไม้ให้เป็นจำนวนที่เสียแล้วชีวิตไม่เปลี่ยนได้ตั้งแต่ต้น

ดีลแรก: มองขึ้น (Long Call) ซื้อ Call · ยอมจ่าย premium ~6,000 (คือเงินที่ยอมเสียได้ตั้งแต่วันแรก) ถ้า BTC กลับมา หุ้นพุ่ง Call กำไร วิ่งไม่มีเพดาน ถ้า BTC ไม่กลับ เสียแค่ ~6,000 จบ ไม่บานปลาย ดีลที่สอง: มองลง (Long Put) ซื้อ Put · ยอมจ่าย premium ~3,000 (แทนการ short หุ้นที่เสี่ยงไม่มีเพดาน) ถ้าหุ้นร่วงจริง Put ได้กำไร ถ้าหุ้นวิ่งขึ้น เสียแค่ ~3,000 (short = ไม่มีเพดาน)
สองดีลคนละทิศทาง แต่รูปร่างเหมือนกัน: ทางที่หวังไว้เปิดกว้าง ส่วนทางที่พลาดถูกล็อกไว้ที่ค่า premium ก้อนเดียว ไม่ว่าตลาดจะเหวี่ยงแรงแค่ไหน (diagram วาดประกอบโดยผู้เขียน)

สองดีลนี้คนละทิศทางแต่สอนเรื่องเดียวกัน Options ทำให้เรากล้ามีมุมมองของตัวเองได้โดยรู้ตัวเลขขาดทุนสูงสุดตั้งแต่วันแรก จึงเล่นกับสินทรัพย์ที่ผันผวนโหดได้โดยไม่ต้องกลัวโดนสวนจนหมดตัว

ประเด็นที่คนเข้าใจผิดกันเยอะ

หลายคนคิดว่า Options เป็นของสายเก็งกำไรอย่างเดียว จริง ๆ คนที่เทรด Options ใหญ่ที่สุดคือกองทุนและสถาบันที่ถือพอร์ตแล้วต้องมีเครื่องมือปิดความเสี่ยง เขาไม่ได้เทรดรายวัน เขาไม่ได้นั่งดูกราฟด้วยซ้ำ แต่ก็จริงเช่นกันว่าเทรดเดอร์สายเก็งกำไรที่ใช้ Options เป็น ย่อมมีทางเลือกมากกว่าคนที่ใช้ไม่เป็น


พาร์ตสอง: แล้วเอาไปใช้กับหุ้นจริงยังไง

ถ้าฝั่งอาจารย์เอ็มคือ "Options คืออะไร" ฝั่งคุณเอิร์ธคือ "แล้วจะเอาไปใช้กับหุ้นจริงยังไง" ซึ่งเริ่มจากคำถามที่ไม่เกี่ยวกับ Options เลย นั่นคือเราจะเลือกหุ้นยังไงก่อน

วิธีคัดหุ้นมีสองเส้นทาง

1. Screen ตรง ๆ เริ่มจากหุ้นหลายพันตัวแล้วกรองด้วยเงื่อนไขของเราเอง ยืดหยุ่นมาก แต่ไม่ค่อยเหมาะกับมือใหม่เพราะยังไม่รู้ว่าควรตั้งเกณฑ์อะไร

2. ใช้ ETF เป็นจักรวาลตั้งต้น เหมาะกับมือใหม่มากกว่า เริ่มจากธีมที่เราสนใจและคิดว่ามีอนาคต เช่นธีมอวกาศ แล้วเปิดดูว่า ETF แต่ละตัวในธีมนั้นถือหุ้นอะไรอยู่บ้าง จากนั้นตัดตัวที่ซ้ำกันหลาย ETF ออก เกลี่ยให้กระจายหลายกลุ่มอุตสาหกรรม จนเหลือรายชื่อสั้น ๆ ราว 5 ถึง 15 ตัวที่น่าไปทำการบ้านต่อ

แกะคำศัพท์

ETF ย่อจาก Exchange Traded Fund อ่านว่า "อีทีเอฟ" แปลว่า "กองทุนที่ซื้อขายในตลาดหุ้นได้เหมือนหุ้นตัวหนึ่ง" ข้อดีในบริบทนี้คือมันเปิดเผยว่าถือหุ้นอะไรอยู่บ้าง เราจึงยืมรายชื่อของมันมาเป็นจุดตั้งต้นได้ เท่ากับให้มืออาชีพช่วยคัดรอบแรกให้ฟรี

สี่คำถามก่อนตัดสินใจกับหุ้นตัวหนึ่ง

1. รายได้โตจากอะไร อะไรคือตัวขับเคลื่อนการเติบโต ลูกค้าคือใคร ความต้องการนั้นมาจริงหรือเป็นแค่กระแส และการเติบโตนั้นทำซ้ำได้ไหม

2. มีกำไรหรือยัง และเสถียรไหม กำไรที่เห็นมาจากธุรกิจหลัก หรือมาจากรายการพิเศษที่เกิดครั้งเดียว

3. ผู้บริหารใช้เงินเป็นไหม เงินที่หามาได้ถูกเอาไปลงทุนซ้ำยังไง ทั้ง R&D และการซื้อกิจการ มันสร้างผลตอบแทนกลับมาจริงหรือเป็นแค่การเผาเงิน

4. ราคาที่จ่ายแพงไปไหม ตรงนี้ใช้เครื่องมือชื่อ Reverse DCF ซึ่งจะเล่าต่อข้างล่าง

สามข้อแรกคือคุณภาพของธุรกิจ ข้อสุดท้ายคือราคาที่เราจ่าย สองอย่างนี้แยกกันคนละเรื่อง เพราะธุรกิจดีแต่จ่ายแพงเกินไปก็ขาดทุนได้ และคุณเอิร์ธย้ำว่า การที่เราเลือกธีมมาแล้วไม่ได้แปลว่าจะทุ่มหมดหน้าตัก ต้องกระจายความเสี่ยงด้วยเสมอ


Case Study: Rocket Lab (RKLB)

ตัวอย่างที่ยกในคลาสคือ Rocket Lab บริษัทจรวดและดาวเทียมที่มีรายได้จริง โตจริง มีงานในมือรอส่งมอบ แต่ยังไม่มีกำไร เราจะใช้มันเป็นตัวอย่างเดินเครื่อง Reverse DCF ในหัวข้อถัดไป ซึ่งจริง ๆ ต้องการตัวเลขแค่สองตัว คือมูลค่ากิจการ (Enterprise Value ย่อว่า EV) ราว 37 พันล้านดอลลาร์ กับฐานรายได้ย้อนหลัง 12 เดือนราว 680 ล้าน (โต 46%) ส่วนตัวเลขพื้นฐานที่เหลือกับการบ้านว่าธุรกิจดีจริงไหม ผมกางเก็บไว้ในสองกล่องข้างล่าง ใครอยากเจาะค่อยกด

กางดู: ตัวเลขพื้นฐานของ RKLB ทั้งชุด

• มูลค่ากิจการ (Enterprise Value) ราว 37 พันล้านดอลลาร์

• รายได้ปี 2025 อยู่ที่ 602 ล้าน เติบโต 38% จากปีก่อน

• รายได้ย้อนหลัง 12 เดือนถึงไตรมาส 1 ปี 2026 อยู่ที่ 680 ล้าน เติบโต 46% ตัวเลขนี้คือฐานที่ใช้ใน Reverse DCF

• รายได้ไตรมาส 1 ปี 2026 อยู่ที่ 200.3 ล้าน เติบโต 63.5% ทำสถิติใหม่และเกินที่บริษัทเคยคาดไว้เอง

• งานในมือ (Backlog) มากกว่า 2.2 พันล้าน โตจาก 1.85 พันล้าน รวมสัญญากับ SDA อีก 816 ล้าน

• ผลประกอบการปี 2025 ยังขาดทุนสุทธิ 198 ล้าน แต่ขาดทุนต่อไตรมาสแคบลงเรื่อย ๆ

• ราคาหุ้นราว 66 ดอลลาร์ ร่วงมาแล้ว 55% จากจุดสูงสุดราว 150 เมื่อพฤษภาคม 2026

แกะคำศัพท์

Backlog อ่านว่า "แบ็กล็อก" แปลว่า "งานที่รับมาแล้วแต่ยังไม่ได้ส่งมอบ" คือรายได้ที่เกือบจะการันตีแล้วในอนาคต บริษัทประเภทรับงานยาว ๆ อย่างจรวดหรือดาวเทียมจะดูตัวเลขนี้เป็นหลัก

TTM ย่อจาก Trailing Twelve Months แปลว่า "ย้อนหลัง 12 เดือนล่าสุด" ใช้แทนตัวเลขปีปฏิทินเพื่อให้ได้ภาพที่สดกว่า

Enterprise Value อ่านว่า "เอ็นเทอร์ไพรซ์ แวลู" เขียนย่อว่า EV แปลว่า "มูลค่ากิจการทั้งก้อน" คือมูลค่าหุ้นทั้งหมดบวกหนี้แล้วหักเงินสด ตอบคำถามว่าถ้าจะซื้อบริษัทนี้ทั้งบริษัทต้องจ่ายเท่าไหร่ ต่อจากนี้ในบทความจะเห็นเขียนสั้น ๆ ว่า EV

กางดู: การบ้านฉบับเต็ม ธุรกิจ RKLB ดีจริงไหม

พอทำการบ้านแล้วจะเห็นภาพที่ต่างจากพาดหัวข่าว Rocket Lab ไม่ได้มีแค่จรวด ธุรกิจ Space Systems ซึ่งคือดาวเทียมและชิ้นส่วน กลายเป็นราวสองในสามของรายได้ไปแล้ว ส่วนฝั่งปล่อยจรวดเพิ่งเซ็นสัญญา Electron และ HASTE ใหม่ 31 ลำในไตรมาสเดียว มากกว่าทั้งปี 2025 ตัวเร่งข้างหน้าคือ Neutron จรวดรุ่นกลางที่มีกำหนดเปิดตัวไตรมาส 4 ปี 2026

เรื่องกำไรยังขาดทุนตามมาตรฐานบัญชี แต่ทิศทางดีขึ้นเพราะการขาดทุนแคบลง ไตรมาส 3 ปี 2025 ขาดทุนแคบลง 65% จากปีก่อน และนักวิเคราะห์คาดว่าอาจเริ่มมีกำไรราวปี 2028 ที่สำคัญคือยังไม่มีรายการพิเศษครั้งเดียวมาแต่งตัวเลขให้ดูดี ขาดทุนที่เห็นมาจากการลงทุนสร้างธุรกิจจริง

ผู้บริหารลงทุนซ้ำหนักทั้งด้าน R&D ของ Neutron และซื้อกิจการต่อเนื่อง ข้อควรระวังที่มากับการลงทุนหนักแบบนี้คือ การเพิ่มทุนหรือออกหุ้นกู้แปลงสภาพ ซึ่งพาไปสู่คำว่า dilution

แกะคำศัพท์

dilution อ่านว่า "ไดลูชัน" แปลว่า "การเจือจาง" คำเดียวกับเวลาเราเติมน้ำลงในน้ำหวานจนรสจางลง มาจาก dilute ที่แปลว่าทำให้เจือจาง

กลไกของมันคือแบบนี้ครับ สมมติบริษัทมีหุ้นทั้งหมด 100 หุ้น เราถืออยู่ 1 หุ้น เท่ากับเราเป็นเจ้าของ 1% ของกิจการ วันหนึ่งบริษัทอยากได้เงินมาลงทุนเพิ่ม เลยออกหุ้นใหม่อีก 100 หุ้น ขายให้คนอื่น ตอนนี้หุ้นทั้งหมดกลายเป็น 200 หุ้น แต่เรายังถือ 1 หุ้นเท่าเดิม สัดส่วนของเราจึงหล่นจาก 1% เหลือ 0.5% ทันที ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

นึกภาพเค้กก้อนเดิมที่ถูกหั่นเพิ่มจำนวนชิ้น ชิ้นของเรายังเป็นชิ้นเดียว แต่มันเล็กลงเพราะโดนแบ่งให้คนที่เพิ่งเข้ามา ส่วนแบ่งกำไรและสิทธิ์ออกเสียงต่อหุ้นก็ลดลงตามสัดส่วนนั้น ส่วนหุ้นกู้แปลงสภาพก็คือหนี้ที่มีเงื่อนไขว่าวันหนึ่งจะแปลงร่างเป็นหุ้นใหม่ได้ ผลปลายทางจึงเป็นการเจือจางเหมือนกัน


Reverse DCF: ถามกลับว่าตลาดคาดหวังอะไรอยู่

หลังทำการบ้านเรื่องธุรกิจเสร็จ ก็มาถึงคำถามเรื่องราคา เครื่องมือที่คุณเอิร์ธใช้คือการกลับทิศของการคิดลดกระแสเงินสด (discounted cash flow ย่อว่า DCF)

แกะคำศัพท์

DCF ย่อจาก Discounted Cash Flow แปลว่า "การคิดลดกระแสเงินสด" แนวคิดคือเงินหนึ่งบาทวันนี้มีค่ามากกว่าเงินหนึ่งบาทในอีกสิบปี เราจึงต้องเอาเงินอนาคตมา "ลดค่า" ก่อนรวมกันเป็นมูลค่าวันนี้

ก่อนไปต่อ ขอปูให้เห็นภาพก่อนว่าทำไมเงินอนาคตถึงมีค่าน้อยกว่า หลายคนคิดว่าเป็นเพราะเงินเฟ้อ ซึ่งมีส่วนจริง แต่ตัวหลักคือ ต้นทุนค่าเสียโอกาส เงิน 100 บาทที่อยู่ในมือเราวันนี้ เอาไปลงทุนให้งอกได้ สมมติปีละ 10% ปีหน้ามันจะกลายเป็น 110 บาท พูดกลับกันคือ เงิน 110 บาทที่จะได้ปีหน้า มีค่าเท่ากับ 100 บาทวันนี้เท่านั้น การเอา 110 ในอนาคตหารกลับมาเป็น 100 วันนี้นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า "คิดลด" (discount) ยิ่งไกลออกไปหลายปี ยิ่งโดนหารหนัก เงินก้อนปลาย ๆ จึงเหลือค่าไม่เท่าไหร่

DCF แบบปกติจึงทำงานทิศเดียว เริ่มจากเราเดาเองว่าบริษัทจะโตปีละกี่เปอร์เซ็นต์ และขายของได้แล้วเหลือเป็นเงินสดกี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย สัดส่วนตัวหลังนี้เรียกว่า margin (อ่านว่า มาร์จิ้น แปลว่าส่วนที่เหลือเป็นของบริษัทหลังหักต้นทุน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ขายได้ 100 บาทเหลือจริง 20 บาท ก็คือมาร์จิ้น 20%) แล้วคิดลดเงินสดทุกปีในอนาคตกลับมารวมกันเป็น "มูลค่าที่ควรจะเป็นวันนี้" ปัญหาคือคำตอบมันอ่อนไหวกับตัวเลขที่เราเดามาก เปลี่ยนสมมติฐานนิดเดียวมูลค่าเหวี่ยงทั้งกระดาน คุณเอิร์ธเลยกลับทิศมันซะเลย

DCF ปกติ เราใส่สมมติฐานเอง โตปีละกี่ % มาร์จิ้นเท่าไหร่ ได้มูลค่าที่ควรจะเป็น Reverse DCF ใส่มูลค่าตลาดวันนี้ EV 37B ถอดกลับว่าถูกบังคับให้โต 45% ต่อปี ติดกัน 10 ปี
Reverse DCF ไม่ได้ตอบว่าหุ้นควรราคาเท่าไหร่ แต่ตอบว่าถ้าจะซื้อที่ราคานี้ เราต้องเชื่ออะไรบ้าง ซึ่งเป็นคำถามที่ตรวจสอบตัวเองได้ง่ายกว่ามาก (diagram วาดประกอบโดยผู้เขียน)

วิธีคิดของ Reverse DCF ใช้ได้กับหุ้นตัวไหนก็ตาม ขอแค่จำสี่จังหวะนี้ไว้ครับ หนึ่ง เอา มูลค่าตลาดวันนี้ (EV) ตั้งเป็นโจทย์ที่ล็อกไว้ สอง ล็อกสมมติฐานที่เหลือ ให้อยู่ในระดับที่เรารับได้ เช่น WACC มาร์จิ้นปลายทาง จำนวนปีที่ยอมให้โตแรง สาม แก้ย้อนกลับ หาว่าต้องโตปีละกี่เปอร์เซ็นต์ โมเดลถึงจะปั้นมูลค่าออกมาเท่ากับมูลค่าตลาดพอดี สี่ เอาอัตราโตที่ได้มาถามตัวเองว่ามันสมเหตุสมผลไหม ในเมื่อราคาเป็นตัวตั้ง คำตอบสุดท้ายจึงไม่ใช่ "หุ้นควรราคาเท่าไหร่" แต่เป็น "ถ้าจะซื้อที่ราคานี้ เราต้องเชื่อว่าบริษัทโตได้แค่ไหน"

พอเอาสูตรนี้มาใส่ตัวเลขของ RKLB ผลลัพธ์ที่ได้คือ ราคาช่วงนั้นบังคับให้บริษัทต้องเติบโตราว 45% ต่อปี (CAGR) ติดต่อกัน 10 ปี ซึ่งแปลว่ารายได้ต้องไปแตะ จากฐานวันนี้ที่ 680 ล้าน

ลองแยกให้เห็นชัดว่าอะไรเป็นอะไร ตัวแรกคือ EV ที่เป็นโจทย์ล็อกตายตัว เพราะเป็นราคาที่ตลาดตั้งไว้จริง เราแตะมันไม่ได้ ส่วนอีกสี่ตัวข้างล่างคือ ปุ่มที่เราหมุนเอง แต่ละปุ่มไม่ได้เป็นแค่พารามิเตอร์แห้ง ๆ มันคือความเชื่ออย่างหนึ่งที่เราเซ็นชื่อรับรองไปด้วย พอล็อกโจทย์แล้วหมุนสี่ปุ่มนี้ให้อยู่ในระดับที่รับได้ โมเดลก็จะคายตัวเลขที่หกออกมาให้ นั่นคืออัตราการเติบโตที่ราคานี้เรียกร้อง

กางดู: สมมติฐานห้าตัวแบบละเอียด (EV, WACC, FCFF, ระยะเวลา, terminal growth)

EV 37 พันล้าน คือมูลค่าที่ตลาดตั้งไว้วันนี้ ตัวนี้ไม่ใช่สมมติฐาน แต่คือโจทย์ที่เราเอาเข้าไปถอด ถ้าราคาหุ้นเปลี่ยน คำตอบทั้งหมดก็เปลี่ยนตาม

WACC 10% ("แว็ก" ย่อจาก Weighted Average Cost of Capital แปลว่าต้นทุนเงินทุนเฉลี่ย) คืออัตราที่ใช้ลดค่าเงินอนาคต แปลเป็นภาษาคนคือเราเรียกร้องผลตอบแทนอย่างน้อยปีละ 10% ถึงจะยอมเอาเงินมาลงตรงนี้ ถ้าตั้งต่ำกว่านี้ ตัวเลขจะสวยขึ้นทันทีโดยที่ธุรกิจไม่ได้ดีขึ้นเลย

FCFF margin ปลายทาง 20% (Free Cash Flow to Firm แปลว่าสัดส่วนเงินสดอิสระต่อรายได้) แปลว่าเราเชื่อว่าวันหนึ่ง Rocket Lab จะขายได้ 100 บาทแล้วเหลือเงินสดจริง 20 บาทหลังหักทุกอย่างรวมค่าลงทุน

ระยะ 10 ปี คือช่วงที่เรายอมให้บริษัทโตแรงก่อนจะเข้าสู่ภาวะปกติ ยิ่งยืดยาว ยิ่งเข้าข้างบริษัท

Terminal growth 4% (อัตราโตช่วงปลายทาง) แปลว่าเราเชื่อว่าหลังพ้นสิบปีแล้ว บริษัทยังโตปีละ 4% ไปเรื่อย ๆ ตลอดกาล ซึ่งสูงกว่าเงินเฟ้อและใกล้เคียงกับการโตไปพร้อมเศรษฐกิจโลกแบบไม่มีวันแผ่ว

อ่านรวมกันแล้วจะเห็นว่าสมมติฐานชุดนี้ค่อนไปทางเข้าข้างบริษัทแทบทุกช่อง ซึ่งทำให้ตัวเลข 45% ที่ได้ออกมายิ่งน่ากลัว เพราะ 45% นี้คือค่าต่ำสุดที่ราคานี้เรียกร้องแล้ว ในเมื่อเราใจดีกับบริษัทเต็มที่ทุกช่อง ถ้าลองเปลี่ยนไปใส่สมมติฐานที่สมจริงกว่า (โหดกับบริษัทกว่านี้) อัตราโตที่ถูกบังคับก็จะยิ่งพุ่งสูงเกิน 45% ขึ้นไปอีก

จุดที่ต้องเน้น

ตัวเลข FCFF margin 20% เป็นสมมติฐานที่เข้าข้างบริษัทอยู่แล้ว เพราะผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่ตัวจริงทำได้ราว 8 ถึง 12% เท่านั้น แปลว่าถ้าใช้ตัวเลขที่สมจริงกว่านี้ อัตราโตที่ถูกบังคับจะยิ่งสูงกว่า 45% ขึ้นไปอีก

โต 45% ติดกันสิบปีนั้นยากมาก แต่คุณเอิร์ธก็ยกสถิติมาให้ดูว่า Amazon, Google, Meta, Salesforce, Tesla และ Nvidia ต่างเคยทำได้ระดับ 40% ต่อปีมาแล้วในช่วงสิบปีทองของแต่ละบริษัท ถ้ากระแสอวกาศบูมได้ระดับเดียวกับที่ AI บูม มันก็มีทางเป็นไปได้

แกะคำศัพท์

CAGR อ่านว่า "เค-เอ-จี-อาร์" หรือ "เคเกอร์" ย่อจาก Compound Annual Growth Rate แปลว่า "อัตราโตทบต้นเฉลี่ยต่อปี" เวลาบอกว่าโต 45% CAGR สิบปี ไม่ได้แปลว่าโตรวม 450% แต่คือคูณกันสิบรอบ ซึ่งกลายเป็นราว นี่คือเหตุผลว่าทำไม 680 ล้านถึงต้องกลายเป็น 28 พันล้าน

พอมองแบบนี้แล้ว ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ขนาดของตลาด เพราะตลาดอวกาศใหญ่พอจะรองรับตัวเลขนั้นได้ แต่คือ ส่วนแบ่งตลาด เพราะ RKLB ต้องกลายเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานหลักของวงการ และต้องเป็นผู้ชนะสงครามนี้ ไม่ใช่แค่ผู้เล่นที่อยู่รอด


โซนราคาที่เรากล้าซื้อ

ตลาดหุ้นอเมริกาขึ้นด้วยความคาดหวังส่วนหนึ่งเสมอ เราจึงต้องตัดสินใจเองว่าตรงไหนที่สมเหตุสมผลสำหรับเรา วิธีที่คุณเอิร์ธใช้คือเอาสามมุมมองมาวางซ้อนบนเส้นราคาเดียวกัน แล้วดูว่าช่วงไหนที่ทั้งสามเห็นตรงกันว่าน่าซื้อ สามมุมมองนั้นคือ ราคาเชิงเทคนิค มุมมองรวมของนักวิเคราะห์ และเส้นทางที่ตลาดกำลังบอกเป็นนัย (implied path) ซึ่งตัวหลังนี้ก็คือผลของ Reverse DCF ที่เราเพิ่งถอดกันไปนั่นเอง ไม่ใช่เครื่องมือใหม่แต่อย่างใด

โซนราคา RKLB: ยิ่งแพง ยิ่งต้องเชื่อเยอะ กล้าซื้อ เริ่มแพง ต้องพึ่งปาฏิหาริย์ 40 50 60 70 80 ราคาหุ้น (ดอลลาร์) จุดที่สามมุมมองมาทับกัน ราคาตอนนี้ ~66
ราคาเดียวกัน แต่คนละความหมาย: ยิ่งซื้อแพง ยิ่งต้องเชื่อว่าบริษัทจะโตแบบไม่มีสะดุด โซนเขียวคือช่วงที่ทั้งสามมุมมองทับกันว่าพอเป็นไปได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งปาฏิหาริย์ (diagram วาดประกอบโดยผู้เขียน)

อ่านภาพนี้แล้วจะเห็นว่า ถ้าซื้อที่ 70 แปลว่าเราต้องเชื่อว่าบริษัทจะโตแรงมากแบบไม่มีสะดุด แต่ถ้าซื้อได้แถว 50 หรือ 40 จะนับเป็นโซนที่ไม่ต้องพึ่งปาฏิหาริย์และพอจะเป็นไปได้จริงมากขึ้น

แต่โซนพวกนี้ไม่ได้เสกมาลอย ๆ มันคือผลของ Reverse DCF ที่ลากราคาเข้าไปแล้วถอดกลับออกมาเป็นอัตราโตที่ถูกบังคับ ลองเลื่อนราคาเองในเครื่องข้างล่างดูครับ จะเห็นทั้งอัตราโตที่ราคานั้นเรียกร้อง และตารางที่กางให้ดูว่าเงินสดแต่ละปีถูกคิดลดกลับมารวมเป็นมูลค่ากิจการวันนี้ยังไง

ลองเอง: ถอด Reverse DCF สด ๆ (ราคา → อัตราโตที่ถูกบังคับ)

เบื้องหลังเครื่องนี้: "ย้อนกลับ" คือเดาแล้วไล่ ไม่ใช่แก้สมการ

พอได้ยินคำว่าแก้ย้อนกลับ หลายคนนึกว่ามีสูตรที่กดอัตราโต g ออกมาตรง ๆ แต่จริง ๆ ไม่มีครับ ค่า g มันฝังอยู่ในรายได้ที่ทบกันสิบปีบวกกับมูลค่าปลายทาง พันกันจนดึงออกมาเดี่ยว ๆ ด้วยพีชคณิตไม่ได้

วิธีที่ทำจริงคือ เดา g มาสักค่า คิด DCF ไปข้างหน้า แล้วดูว่ามูลค่าที่ได้เกินหรือขาดจาก EV เป้าหมาย ถ้าเกินก็ลด g ถ้าขาดก็เพิ่ม แล้ววนซ้ำจนตรง เครื่องข้างล่างทำแบบนี้ให้ทุกครั้งที่คุณขยับราคา มันไล่แบบแบ่งครึ่งช่วงที่เป็นไปได้ไปเรื่อย ๆ (วิธีนี้เรียก binary search แปลว่าค้นแบบแบ่งครึ่ง) จนล็อกค่า g ที่ทำให้ยอดรวมท้ายตารางเท่ากับ EV ด้านบนพอดี เพราะงั้นบรรทัดสุดท้ายในตารางถึงตรงกับ EV เสมอ นั่นคือเงื่อนไขที่มันกำลังไล่หา

มูลค่ากิจการ (EV) ที่ราคานี้$37.0B
อัตราโตที่ถูกบังคับ ≈ 41.8% ต่อปี ติดกัน 10 ปี
เริ่มแพง (โซนของคุณเอิร์ธ) · รายได้ต้องไปแตะราว $22.4B ใน 10 ปี
กางการคิดลดปีต่อปี · ที่ราคานี้ (หน่วยล้านดอลลาร์)
ปีที่รายได้เงินสดอิสระ (20%)คิดลดกลับเป็นวันนี้
1 964 193 175
2 1,368 274 226
3 1,940 388 291
4 2,751 550 376
5 3,901 780 484
6 5,533 1,107 625
7 7,847 1,569 805
8 11,128 2,226 1,038
9 15,782 3,156 1,339
10 22,382 4,476 1,726
รวมเงินสดช่วงโตแรง (คิดลดแล้ว)7,086
มูลค่าช่วงปลายทาง (terminal value) คิดลดแล้ว29,914
รวมเป็นมูลค่ากิจการวันนี้ (EV)37,000
สังเกตว่ามูลค่าเกือบทั้งก้อนมาจากบรรทัดสีทอง (terminal value) ที่อยู่ปลายทาง ส่วนที่จับต้องได้ช่วงต้นแทบไม่มีน้ำหนักเลย นี่คือเหตุผลว่าทำไมหุ้นเติบโตถึงเสี่ยง เพราะเรากำลังจ่ายเงินวันนี้ให้กับอนาคตที่ยังไม่เกิด

แถบสีในแท็บนี้คือโซนที่คุณเอิร์ธตีจากสามมุมมอง (เทคนิค นักวิเคราะห์ implied path) ไม่ใช่เกณฑ์ที่เครื่องคิดจาก CAGR ส่วนตัว EV สมมติแบบง่ายว่าขยับตามราคาเป็นสัดส่วน (ตรึงราคา 66 เท่ากับ EV 37B) และตัดช่วงที่บริษัทยัง burn cash ปีแรก ๆ ออก ตัวเลขจึงเป็นภาพคร่าว ๆ ไว้เห็นกลไก ไม่ใช่ราคาชี้เป็นชี้ตาย

อ่านด้วยวิจารณญาณ

ที่ราคา 66 เครื่องนี้จะขึ้นราว 42% ต่อปี ส่วนในเนื้อบทความคุณเอิร์ธได้ 45% ต่อปี ต่างกันเพราะโมเดลง่าย ๆ ในเกมนี้ตัดช่วงที่ RKLB ยังขาดทุนหนักในปีต้น ๆ ออก พอใส่ช่วง burn cash กลับเข้าไป อัตราโตที่ถูกบังคับก็ขยับขึ้นเป็น 45% ทั้งสองเลขบอกเรื่องเดียวกันคือ ราคานี้เรียกร้องให้บริษัทโต 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ทุกปีติดกันสิบปี ซึ่งเป็นของยากมากไม่ว่าจะนับแบบไหน

พอมีแท็บ "หุ้นของคุณ" แล้ว คำถามที่ว่า "หุ้นตัวนี้ตอนนี้กล้าซื้อรึยัง" ก็ลองเองได้กับหุ้นตัวไหนก็ได้ ขอสรุปเป็นขั้นตอนใช้ซ้ำได้ โดยแยกให้ชัดว่าตรงไหนคือการคำนวณ ตรงไหนคือการเอาความเห็นคนอื่นมาทาบ เพราะจุดที่ทำให้บทเรียนนี้ดูเหมือนเสกตัวเลข คือมันไม่เคยบอกว่ามีแค่แกนเดียวที่คำนวณได้จริง

ขั้นที่ 1 (คำนวณได้): เปิดแท็บ "หุ้นของคุณ" ใส่รายได้ล่าสุด ราคาปัจจุบันกับ EV ที่ราคานั้น แล้วอ่านค่า อัตราโตที่ถูกบังคับ ออกมา นี่คือแกน implied path แกนเดียวที่เป็นเลขล้วน ๆ

ขั้นที่ 2 (ตัดสินว่าเชื่อได้ไหม): เอาอัตราโตนั้นไปเทียบว่าบริษัทเคยโตเท่านี้ไหมในอดีต และมีใครในกลุ่มเดียวกันเคยทำต่อเนื่องยาว ๆ ได้ไหม บิ๊กเทคที่เก่งสุดยังทำได้ราว 40% ต่อปีในทศวรรษทอง ถ้าตัวเลขที่ถูกบังคับสูงกว่าสถิติที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมี แปลว่าราคากำลังขอปาฏิหาริย์

ขั้นที่ 3 (ทาบความเห็นนักวิเคราะห์): เปิดดู price target ในแอปโบรกหรือเว็บการเงิน ดูช่วงต่ำกลางสูง แล้วดูว่าราคาปัจจุบันอยู่ตรงไหนของช่วงนั้น ตรงนี้เป็นความเห็นคนอื่น ไม่ใช่การคำนวณของเรา

ขั้นที่ 4 (ทาบราคาเชิงเทคนิค): ดูกราฟหาแนวรับที่ราคาเคยเด้งซ้ำ ๆ เผื่อเป็นจุดที่คนหมู่มากจับตาไว้เข้าซื้อ อันนี้ก็เป็นการตีความ ไม่ใช่สูตร

ขั้นที่ 5 (โซนกล้าซื้อ): คือช่วงราคาที่อัตราโตยังพอเชื่อได้ (ขั้น 2) และไม่ได้ยืนสูงกว่าที่นักวิเคราะห์กับแนวรับบอกไว้พร้อมกัน จุดที่ทั้งหมดพอใจตรงกันนั่นแหละคือโซนเขียว

จุดที่บทความก่อนหน้านี้ไม่ได้บอก

สามแกนนี้ไม่มีสูตรวิเศษที่รวมเป็นเลขเดียว มีแค่ขั้น 1 ถึง 2 ที่เป็นการคำนวณจริง อีกสองแกนคือความเห็นของคนอื่นที่เราหยิบมาทาบดูว่าสมเหตุสมผลไหม การ "ทับกัน" จึงคือเอาช่วงราคาที่แต่ละแกนพอใจมาวางบนเส้นเดียวแล้วมองด้วยตา ที่สำคัญคือทั้งหมดนี้ตอบแค่ว่า ราคานี้เรียกร้องอะไร ไม่ได้ตอบว่า ต้องซื้อไหม อันนั้นยังเป็นการตัดสินใจของคุณเอง และย้ำว่าบันทึกนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

สมมติเรากล้าและเชื่อที่ราคา 50 ดอลลาร์ ปัญหาถัดมาคือคำถามที่ทุกคนเจอ: แล้วมันจะลงมาจริงไหม และถ้าไม่ลงล่ะ

ตรงนี้แหละที่ Options กลับเข้ามามีบทบาท


Cash Secured Put: ได้เงินระหว่างรอ

Cash Secured Put (ย่อว่า CSP) คือการ ขาย Put (short put) โดยกันเงินสดไว้พร้อมรับซื้อของเต็มจำนวน ย้อนกลับไปที่คำถามข้อ 4 เรื่องราคาแพงไปไหม ที่เราถอดออกมาเป็นโซนกล้าซื้อราว 50 คือเรารับปากล่วงหน้าว่าถ้าราคาลงมาถึง strike เราจะรับซื้อเอง แล้วเงินที่กันไว้ก็คือคำว่า secured ในชื่อท่า

ถ้ารอเฉย ๆ แล้วราคาไม่ลงมา เราไม่ได้อะไรเลย เสียเวลาไปเปล่า ๆ แต่ถ้าเราขายสิทธิ์ขายหุ้นที่ราคา 50 ให้คนอื่น เราจะได้ค่า premium เข้ามาเป็นเงินสดทันทีระหว่างที่รอ

แล้วมันจบยังไงได้บ้าง มีแค่สองทาง

ขายสิทธิ์ขายที่ strike 50 กันเงินสดไว้พร้อมรับของ · รับ premium ทันที ราคาไม่ลงถึง 50 สัญญาหมดอายุไปเฉย ๆ เราเก็บ premium ไว้ทั้งก้อน แล้วทำซ้ำรอบใหม่ได้อีก ราคาลงถึง 50 เราได้ของที่อยากได้อยู่แล้ว ต้นทุนสุทธิ = 50 ลบ premium ถูกกว่า 50 แน่นอน แต่ถ้าราคาร่วงทะลุลงไปถึง 30 เราก็ยังต้องรับของที่ 50 อยู่ดี
สองทางออกที่ดูดีทั้งคู่ แต่บรรทัดสีแดงข้างล่างคือเงื่อนไขที่ทำให้ท่านี้อันตรายถ้าใช้กับหุ้นที่เราไม่ได้อยากได้จริง (diagram วาดประกอบโดยผู้เขียน)

เงื่อนไขที่ห้ามข้าม

Cash Secured Put เหมาะเฉพาะเมื่อเราอยากถือหุ้นตัวนั้นจริง ๆ ที่ราคานั้นจริง ๆ ไม่ใช่ไล่ขายรับ premium มั่ว ๆ กับหุ้นที่ไม่อยากได้ และต้องคุมขนาดไม้ให้ดี เพราะ CSP ไม่ได้ป้องกันขาลง ถ้าราคาร่วงลึกกว่า 50 ไปมาก เราก็ยังต้องรับของที่ 50 อยู่ดี (ต้นทุนสุทธิถูกลงแค่เท่าค่า premium ที่ได้มา) มันจึงต้องเป็นหุ้นและราคาที่เราวิเคราะห์มาแล้วจริง ๆ เท่านั้น

แกะคำศัพท์

Underwrite อ่านว่า "อันเดอร์ไรต์" แปลว่า "ประเมินแล้วรับความเสี่ยงนั้นไว้เอง" คำนี้ยืมมาจากวงการประกันภัย (คนรับประกันจะเซ็นชื่อไว้ ใต้ เงื่อนไขที่ตัวเองยอมรับ) ในบริบทนี้คือ "เราคิดมาแล้วและกล้ารับผลของราคานี้ไว้เอง"

คุณเอิร์ธบอกว่ามีวิธีปิดขาลงเพิ่มอีกชั้นได้ด้วยการซื้อ Put คุมไว้ควบกัน แต่มันลึกเกินไปสำหรับก้าวแรก มือใหม่เอาแค่นี้ก่อน

ผลลัพธ์รวมของท่านี้คือ ระหว่างที่เรารอหุ้นลงมาถึงราคาที่เราอยากได้ เราได้ค่า premium มาเรื่อย ๆ ไม่ได้นั่งรอเปล่า และวันที่มันลงมาจริง เราก็ได้ของในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ตั้งใจไว้อีกนิดหนึ่งด้วย


สรุปทั้งบท

• Options คือใบจอง Call คือใบจองซื้อ (บุคลิกเหมือนซื้อหวย) Put คือใบจองขาย (บุคลิกเหมือนซื้อประกัน)

• มันไม่เป็นเส้นตรง กำไรได้เป็นสิบเท่า แต่ค่าสัญญาที่จ่ายไปหายได้ทั้งก้อนแม้ในวันที่หุ้นอยู่ที่เดิม เพราะสิ่งที่เราถือมีวันหมดอายุ

• ไม่ได้มีไว้เก็งกำไรอย่างเดียว คนที่ใช้มันหนักที่สุดคือสถาบันที่ใช้บริหารความเสี่ยง ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับคนใช้ล้วน ๆ

• ขนาดไม้สำคัญที่สุด จ่ายแค่ส่วน premium ส่วนที่เหลือเอาไปทำงานต่อในที่ที่ปลอดภัย และอย่าลืมว่า notional ที่เราไปเกาะนั้นใหญ่กว่าเงินที่จ่ายมาก

• ก้าวแรกอย่าเพิ่งซับซ้อน ใช้เสริมสิ่งที่ทำอยู่แล้ว เช่น Covered Call กับหุ้นที่ถือยาว, Cash Secured Put กับหุ้นที่อยากได้ที่ราคาหนึ่ง หรือซื้อ Put เป็นประกันให้พอร์ต

• ก่อนใช้ CSP ต้องรู้จักของก่อน ทำการบ้านสี่ข้อ แล้วหาโซนราคาที่เรากล้า underwrite ให้ได้จริง

Options ไม่ได้ทำให้เราชนะตลาด มันแค่เปลี่ยนรูปทรงของกำไรและขาดทุนให้เข้ากับมุมมองที่เรามีอยู่แล้ว ถ้ามุมมองผิด มันก็แค่ทำให้ผิดเร็วขึ้นและชัดขึ้น

เครื่องมือนี้ดูเข้าใจยากในตอนแรก แต่พอให้เวลากับมันสักหน่อยก็เข้าใจได้ครับ ที่สำคัญคือเข้าใจฝั่งที่มันทำร้ายเราได้ก่อน แล้วค่อยไปสนุกกับฝั่งที่มันช่วยเรา

แหล่งอ้างอิงและหมายเหตุ

  1. สรุป Webull Master Class: Zero to Options Trader ครั้งที่ 1 (วิทยากร: อาจารย์เอ็ม และคุณเอิร์ธ) เผยแพร่บนเฟซบุ๊กช่วงปลายกรกฎาคม 2026 เป็นต้นทางของโครงเรื่อง อุปมาใบจองคอนโด เคส MSTR ทั้งสองดีล ตัวเลข Rocket Lab และสมมติฐาน Reverse DCF ทั้งหมดในบทความนี้ ทางคลาสมีคลิปย้อนหลังให้ดูด้วย
  2. ส่วนที่ผมเสริมเข้าไปเองและไม่ได้อยู่ในสรุปต้นทาง: ภาพประกอบทุกภาพ, การคำนวณจุดคุ้มทุนของ Call และ Put, การแยกมูลค่าที่แท้จริงกับมูลค่าเวลาและเรื่อง theta decay, การแบ่งโซน ITM/ATM/OTM, ตัวคูณ 100 กับเงินจริงต่อสัญญา, การแยก sizing ออกจาก notional size, ต้นทุนแฝงของ Covered Call, ตารางไล่ระดับความเสี่ยงของท่าสำหรับมือใหม่, การตีความสมมติฐาน Reverse DCF ทีละตัว และการแกะศัพท์ทุกกล่อง
  3. ตัวเลข premium และจำนวนสัญญาในกล่อง "ตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นภาพ" ของเคส MSTR เป็นตัวเลขที่ผมสมมติขึ้นเองเพื่อประกอบความเข้าใจ ต้นทางไม่ได้ระบุไว้
  4. ข้อกำหนดว่าสัญญา option ของหุ้นสหรัฐหนึ่งใบเท่ากับ 100 หุ้น เป็นมาตรฐานของ OCC (Options Clearing Corporation) ซึ่งเป็นสำนักหักบัญชีกลางของตลาด options สหรัฐ
  5. บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขราคาหุ้น มูลค่ากิจการ และอัตราดอกเบี้ยที่อ้างถึงเป็นตัวเลข ณ ช่วงที่คลาสจัดขึ้น โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนตัดสินใจทุกครั้ง