บันทึกการเงิน
วันนี้ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาสำนวนหลักของคดี Forex-3D จำคุกห้าคน คนละ 49,110 ปี ปรับนิติบุคคลรายละ 4,911 ล้านบาท จากความเสียหาย 2,490 ล้านบาทของผู้เสียหาย 9,824 ราย บันทึกนี้ไม่ได้เล่าแค่ว่าใครโดนอะไร แต่กางกลไกทั้งเครื่องให้เห็น ตั้งแต่ Forex คือตลาดอะไร โบรกเกอร์กินเงินตรงไหน ทำไมกฎหมายไทยไม่เคยออกใบอนุญาตให้ใครเลย เลขคณิตที่พิสูจน์ว่าเครื่องนี้ต้องพัง การจดบริษัทให้อะไรกับคนตั้งจริง ๆ และทำไมคนที่มีเงินและมีการศึกษาถึงยังเดินเข้าไปเอง
อ่านก่อน
บันทึกนี้เขียนเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย และไม่ใช่คำแนะนำเรื่องภาษี ข้อเท็จจริงของคดีอ้างจากรายงานข่าวและเอกสารหน่วยงานรัฐที่เปิดเผยต่อสาธารณะถึงวันที่ 13 สิงหาคม 2026 คำพิพากษาที่อ่านวันนี้เป็นคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยังอุทธรณ์ได้ และผู้ที่ศาลยกฟ้องถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมาย ส่วนตัวเลขภาษีเป็นอัตราที่ใช้อยู่ในปี 2026 ซึ่งเปลี่ยนได้ ก่อนตัดสินใจอะไรจริงกรุณาตรวจกับผู้ประกอบวิชาชีพอีกรอบครับ
ลองนึกภาพนี้ดู เพื่อนสมัยเรียนที่คุณเชื่อใจที่สุดคนหนึ่งนัดกินข้าว เปิดมือถือให้ดูหน้าจอที่มียอดเงินขึ้นเป็นสีเขียวทุกเดือน เดือนละสิบเปอร์เซ็นต์ ติดกันมาสองปีแล้ว เขาถอนออกมาซื้อรถให้แม่ไปแล้วหนึ่งคัน คุณถามว่ามันคืออะไร เขาตอบว่าเทรดค่าเงิน มีทีมงานมืออาชีพเทรดให้ เราแค่ฝากเงินเฉย ๆ แล้วเขาก็เลื่อนจอให้ดูสลิปโอนเข้าจริงของเดือนที่แล้ว
ตรงนี้คือจุดที่คนส่วนใหญ่แพ้ ไม่ใช่เพราะโลภ และไม่ใช่เพราะโง่ แต่เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคุณตอนนั้นคือ หลักฐานที่จับต้องได้ เงินเข้าบัญชีจริง คนที่พูดคือคนที่คุณรู้จักมาสิบปี และของที่เขาซื้อก็จอดอยู่หน้าร้าน สมองคนถูกออกแบบมาให้เชื่อของแบบนี้มากกว่าเชื่อสูตรคณิตศาสตร์ที่ไม่มีใครกางให้ดู
คดี Forex-3D คือเวอร์ชันขนาด 2,490 ล้านบาทของฉากนั้น มีผู้เสียหายที่เข้าร้องทุกข์ 9,824 ราย และวันนี้ 13 สิงหาคม 2026 ศาลอาญาเพิ่งอ่านคำพิพากษาสำนวนหลักที่มีจำเลย 24 คน หลังสืบพยานกันมาห้าปี
ใครเป็นใครในเรื่องนี้ (เก็บไว้ในหัวก่อน เดี๋ยวเจอชื่อพวกนี้อีกตอนท้าย)
สิ่งที่ผมสนใจในคดีนี้ไม่ใช่ดารา และไม่ใช่ตัวเลขค่าปรับที่ใหญ่จนอ่านออกเสียงไม่ถูก แต่คือ เครื่องจักร ที่อยู่ข้างใต้ มันประกอบด้วยชิ้นส่วนสี่ชิ้นที่คนทั่วไปเข้าใจผิดกันหมด คือตลาด Forex, อาชีพโบรกเกอร์, การจดทะเบียนบริษัท และระบบภาษี ทั้งสี่อย่างนี้เป็นของถูกกฎหมายและมีประโยชน์จริงทุกชิ้น แต่พอเอามาต่อกันในลำดับที่ถูกต้อง มันกลายเป็นเครื่องดูดเงินที่ดูน่าเชื่อถือกว่าธนาคาร บันทึกนี้จะถอดมันออกมาทีละชิ้น
เริ่มจากของจริงก่อน เพราะคนจำนวนมากได้ยินคำนี้ครั้งแรกจากคนที่กำลังจะหลอกตัวเอง เลยเข้าใจไปว่ามันเป็นชื่อผลิตภัณฑ์การลงทุนอะไรสักอย่าง
แกะคำศัพท์
Forex อ่านว่า "ฟอเร็กซ์" ย่อมาจาก Foreign Exchange แปลตรงตัวว่า การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ มันไม่ใช่ชื่อบริษัท ไม่ใช่ชื่อกองทุน และไม่ใช่ชื่อโปรแกรม มันคือชื่อเรียกกิจกรรมที่คุณทำทุกครั้งที่เดินไปร้านแลกเงินก่อนไปเที่ยวญี่ปุ่น ตลาดนี้ใหญ่ที่สุดในโลกเพราะทุกการค้าข้ามประเทศต้องผ่านมัน
หัวใจของการเทรด Forex คือคุณไม่ได้ซื้อของอะไรเลย คุณ ถือเงินสกุลหนึ่งโดยทิ้งอีกสกุลหนึ่ง เสมอ ราคาที่เห็นบนจอจึงมาเป็นคู่ตลอด เช่น EUR/USD ที่ 1.0850 อ่านว่าเงินหนึ่งยูโรแลกได้ 1.0850 ดอลลาร์ ถ้าคุณคิดว่ายูโรจะแข็งขึ้น คุณซื้อคู่นี้ ซึ่งแปลว่าคุณเอาดอลลาร์ไปแลกยูโรมาถือไว้ พอราคาขึ้นเป็น 1.0900 คุณแลกกลับ ก็ได้ดอลลาร์กลับมามากกว่าเดิม
สังเกตว่าตัวเลขมันขยับกันที่ทศนิยมตำแหน่งที่สี่ การขยับหนึ่งหน่วยเล็กที่สุดแบบนั้น คือจาก 1.0850 ไป 1.0851 วงการเรียกว่า หนึ่งพิพ (pip) ซึ่งคิดเป็นแค่ราวหนึ่งในหมื่นของราคา กำไรของการเดาถูกหนึ่งครั้งจึงเล็กจนแทบไม่มีความหมายถ้าเราลงเงินแค่หลักหมื่น
แกะคำศัพท์
Pip อ่านว่า "พิพ" ย่อจาก percentage in point แปลได้ประมาณว่า "เปอร์เซ็นต์ที่จุดทศนิยม" คือหน่วยขยับที่เล็กที่สุดตามธรรมเนียมของคู่เงินนั้น คู่ที่มีดอลลาร์ส่วนใหญ่คิดที่ทศนิยมตำแหน่งที่สี่ นักเทรดใช้หน่วยนี้แทนการพูดเป็นเปอร์เซ็นต์เพราะมันเล็กเกินกว่าจะพูดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้สะดวก และความเล็กของมันคือเหตุผลที่ตลาดนี้อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีของอีกอย่างมาขยายมันให้ใหญ่ขึ้น
ของที่ว่านั้นคือ leverage ซึ่งเคยแกะไว้แล้วในบันทึก Options 101 สรุปสั้น ๆ คือมันเปิดทางให้คุณวางเงินก้อนเล็กแล้วคุมมูลค่าสัญญาก้อนใหญ่ ถ้าโบรกเกอร์ให้อัตรา 1 ต่อ 100 คุณวางเงิน 1,000 ดอลลาร์แล้วคุมของมูลค่า 100,000 ดอลลาร์ได้ ราคาขยับหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในทางที่ถูก คุณได้กำไรเท่าตัว ราคาขยับหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในทางที่ผิด เงินที่วางไว้หายทั้งก้อน
เก็บภาพนี้ไว้ในใจ เพราะมันคือคำตอบของคำถามที่จะโผล่มาทีหลังว่า ถ้าเขาเทรดจริงและเก่งจริง ทำไมเงินถึงหายหมดได้ คำตอบคือในตลาดที่ใช้ leverage สูง คนเก่งจริงก็ล้างพอร์ตได้ในวันเดียว ไม่มีใครรับประกันเงินต้นในตลาดแบบนี้ได้ และคำว่ารับประกันเงินต้นคือธงแดงผืนแรกของคดีนี้
คุณเดินไปตลาด Forex เองไม่ได้ ตลาดนี้ไม่มีอาคาร ไม่มีกระดานกลางแบบตลาดหุ้น มันคือเครือข่ายที่ธนาคารใหญ่ทั่วโลกเสนอราคาให้กันเอง คนธรรมดาจึงต้องผ่าน นายหน้า (broker) เสมอ
หัวข้อนี้สำคัญกับคดีมากกว่าที่คิด เพราะสิ่งที่ Forex-3D ขายให้ผู้เสียหายก็คือภาพของการมีนายหน้ามืออาชีพทำงานให้ ข้อเสนอบอกว่ามีทีมเทรดระดับโลกและมีระบบคอมพิวเตอร์คำนวณค่าเงินอยู่เบื้องหลัง ผู้ลงทุนไม่ต้องเปิดพอร์ตเอง ไม่ต้องดูกราฟเอง แค่โอนเงินเข้าไปแล้วรอดูตัวเลขในหน้าจอของระบบ พอเข้าใจว่านายหน้าตัวจริงทำงานยังไงและหาเงินจากอะไร เราถึงจะเห็นว่าภาพที่เขาขายมันขาดอะไรไป
แกะคำศัพท์
Broker อ่านว่า "โบรกเกอร์" แปลว่า นายหน้า รากศัพท์สนุกกว่าที่คิด มันมาจากคำเก่าที่แปลว่า "คนเปิดถังไวน์เพื่อขายแบ่งเป็นแก้ว" คือคนที่รับของก้อนใหญ่มาแบ่งขายให้รายย่อย ตรงกับหน้าที่จริงของมันพอดี คือแบ่งตลาดที่ปกติซื้อขายกันทีละหลายล้านดอลลาร์ ให้คนที่มีเงินหลักหมื่นเข้าถึงได้
ทีนี้คำถามที่คนไม่ค่อยถามคือ โบรกเกอร์ได้เงินจากอะไร คำตอบมาตรฐานคือ spread
แกะคำศัพท์
Spread อ่านว่า "สเปรด" แปลว่า ช่องว่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย เหมือนร้านแลกเงินที่รับซื้อดอลลาร์ที่ 34.80 แต่ขายให้คุณที่ 35.20 ส่วนต่าง 40 สตางค์นั้นคือรายได้ของร้านโดยที่ร้านไม่ต้องเดาว่าค่าเงินจะขึ้นหรือลงเลย
แต่ในโลกจริงโบรกเกอร์ Forex มีวิธีทำเงินสองแบบที่ต่างกันคนละขั้ว วงการเรียกสองแบบนี้ว่า A-book กับ B-book และความต่างของมันคือสิ่งที่คนเปิดพอร์ตส่วนใหญ่ไม่เคยรู้
แกะคำศัพท์
A-book กับ B-book อ่านว่า "เอบุ๊ก" และ "บีบุ๊ก" เป็นศัพท์ในวงการโบรกเกอร์ คำว่า book คือสมุดบัญชีความเสี่ยง เล่ม A คือคำสั่งที่ส่งต่อออกไปข้างนอกจนความเสี่ยงพ้นตัวโบรก ส่วนเล่ม B คือคำสั่งที่โบรกเก็บความเสี่ยงไว้เอง โมเดล B ไม่ได้ผิดกฎหมายในหลายประเทศและเป็นวิธีที่โบรกส่วนใหญ่ใช้กับลูกค้ารายย่อย แต่มันสร้าง ผลประโยชน์ทับซ้อน ตรงที่โบรกจะรวยที่สุดตอนลูกค้าจนที่สุด ประเทศที่กำกับดูแลจริงจังจึงบังคับให้เปิดเผยโมเดลนี้ และบังคับให้แยกเงินลูกค้าออกจากเงินบริษัท
ส่วนคำถามในกล่องทองที่ว่า Forex-3D อยู่กล่องไหน เก็บไว้ก่อนอีกสองหัวข้อ เพราะคำตอบของมันจะมีน้ำหนักก็ต่อเมื่อเรารู้ก่อนว่าใครมีสิทธิ์ทำธุรกิจแบบนี้ในไทยได้บ้าง ซึ่งนำไปสู่คำถามถัดไปพอดี ถ้าโมเดล B ยังเสี่ยงขนาดที่ต้องมีคนกำกับ แล้วในไทยใครกำกับ
คำตอบสั้น ๆ ที่ทำให้หลายคนอึ้งคือ ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุชัดว่า ไม่มีนโยบายออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจ Forex ให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลทั่วไป และในทางปฏิบัติก็ยังไม่เคยออกให้ใครเลย ผู้ที่ทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศได้ตามกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน มีแค่ธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเท่านั้น
ส่วนสำนักงาน ก.ล.ต. ก็ไม่ได้กำกับ เพราะการเทรดค่าเงินแบบนี้ไม่ถูกจัดเป็นธุรกิจหลักทรัพย์ ไม่ใช่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อยู่ในกรอบกฎหมายที่ ก.ล.ต. ดูแล และไม่ใช่สินทรัพย์ดิจิทัล ผลคือเวลาโบรกเกอร์ต่างประเทศปิดตัวหรือไม่ยอมให้ถอนเงิน ไม่มีหน่วยงานไทยหน่วยไหนตามเงินคืนให้คุณได้
สรุปสถานะที่มักสับสนกันสามข้อ
กฎหมายฉบับสุดท้ายนี้น่าสนใจ มันคือพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ที่คลอดออกมาหลังยุคแชร์ที่จ่ายผลตอบแทนเดือนละ 6.5 เปอร์เซ็นต์จนพังทั้งระบบ จุดที่ทำให้มันแหลมคมคือ ผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ว่าคนรับเงินตั้งใจโกงตั้งแต่แรก แค่พิสูจน์ว่ามีการชักชวนประชาชนโดยสัญญาผลตอบแทนที่สูงเกินกว่าที่สถาบันการเงินจ่ายได้ตามกฎหมาย และคนชวนรู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีทางหาเงินมาจ่ายได้จากธุรกิจจริง ก็ครบองค์ประกอบแล้ว
ประเทศไทยไม่มีใบอนุญาต Forex ให้ใคร ดังนั้นใครก็ตามที่บอกว่าตัวเอง "ได้รับอนุญาตแล้ว" กำลังพูดถึงใบอื่นที่ไม่ใช่ใบนี้
ประโยคข้างบนคือกุญแจของทั้งคดี และเราจะกลับมาที่ "ใบอื่น" ใบนั้นในอีกสองหัวข้อข้างหน้า แต่ก่อนอื่นต้องดูก่อนว่าเงินที่ไหลเข้าไปมันเดินยังไง
หัวข้อนี้ยืมชื่อเครื่องจักรมาจากชื่อคน ขอแกะให้จบก่อนเข้าเรื่อง
แกะคำศัพท์
ปอนซี เขียนเป็นอังกฤษว่า Ponzi scheme อ่านว่า "พอนซี สคีม" คนไทยเรียกว่า แชร์ลูกโซ่ ชื่อนี้มาจาก Charles Ponzi (อ่านว่า "ชาลส์ พอนซี") นักต้มตุ๋นชาวอิตาลีในบอสตันช่วงปี 1920 ที่อ้างว่าทำกำไรจากคูปองไปรษณีย์ระหว่างประเทศ แล้วเอาเงินคนใหม่ไปจ่ายคนเก่าจนพังในเวลาไม่ถึงปี จุดสำคัญที่มักเข้าใจผิดคือ ปอนซีไม่ได้แปลว่า "ธุรกิจที่ขาดทุน" แต่แปลว่า ธุรกิจที่ผลตอบแทนของคนเก่ามาจากเงินต้นของคนใหม่ ต่อให้ข้างในมีการทำมาหากินจริงอยู่บ้าง ถ้าเงินที่จ่ายออกมาจากกระเป๋าคนใหม่ มันก็คือปอนซี
ข้อเสนอของ Forex-3D ตามที่ปรากฏในสำนวนและรายงานข่าวคือ ฝากเงินขั้นต่ำหลักพันดอลลาร์ แบ่งสมาชิกเป็นห้าระดับตั้งแต่ Bronze ถึง Diamond ตามขนาดเงินที่ใส่ ระดับสูงได้ส่วนแบ่งกำไรมากกว่าและถอนได้ถี่กว่า ตัวเลขที่โฆษณาอยู่ราว 10 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน พร้อมคำว่ารับประกันเงินต้น และมีค่าแนะนำให้คนที่พาสมาชิกใหม่เข้ามา
ตัวเลขที่ยังไม่นิ่ง
ตัวเลขผลตอบแทนที่แต่ละแหล่งรายงานไม่ตรงกันเป๊ะ บางแหล่งบอก 10 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน บางแหล่งบอกส่วนแบ่งกำไร 60 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ บางแหล่งบอก 8 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือนหรือ 20 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เพราะแพ็กเกจมีหลายระดับและเงื่อนไขเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา บันทึกนี้เลยขอใช้ 10 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือนเป็นตัวเดินเรื่อง เพราะเป็นตัวที่ถูกอ้างบ่อยที่สุด และย้ำว่าข้อสรุปข้างล่างไม่ได้เปลี่ยนเลยแม้จะใช้ตัวเลขที่ต่ำกว่านั้นมาก
ลองแปลง 10 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือนเป็นภาษาที่เทียบกับของจริงได้
| รายการ | ต่อปี | เงิน 100,000 บาท หลัง 5 ปี |
|---|---|---|
| เงินฝากประจำธนาคาร | ราว 1.5% | 107,728 |
| พันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาว | ราว 3% | 115,927 |
| ตลาดหุ้นระยะยาวโดยเฉลี่ย | ราว 8% | 146,933 |
| Warren Buffett ตลอด 60 ปี | ราว 20% | 248,832 |
| Forex-3D ที่ 10% ต่อเดือน |
เลข 12 คือจำนวนเดือนใน 1 ปี เงินที่ไม่ถอนออกจะถูกคิด 10% บนฐานที่โตขึ้นทุกเดือน เงิน 100,000 บาทจึงกลายเป็น 110,000 แล้ว 121,000 แล้ว 133,100 ไปเรื่อย ๆ จนสิ้นปีที่ 313,843 บาท ที่ต้องลบ 1 เพราะ 3.1384 คือตัวคูณ แปลว่าเงินกลายเป็นกี่เท่า ส่วนคำว่าผลตอบแทนหมายถึงกำไรเทียบเงินต้น เงินต้นที่เราใส่เองไม่ใช่กำไรจึงต้องหักออกก่อน เหมือนฝากแบงก์ 100 บาทได้คืน 105 บาท เราเรียกว่าผลตอบแทน 5% ไม่ใช่ 105% |
เลข 60 คือจำนวนเดือนใน 5 ปี ช่องนี้ถามหาเงินปลายทาง ไม่ได้ถามอัตราผลตอบแทน จึงใช้ตัวคูณล้วน ๆ ไม่ต้องลบ 1 ทุกแถวในคอลัมน์นี้ใช้สูตรเดียวกันคือ เงินต้นคูณด้วย (1 + อัตรา) ยกกำลังจำนวนงวด ต่างกันแค่แถวอื่นเป็นอัตราต่อปีจึงยกกำลัง 5 ส่วนแถวนี้เป็นอัตราต่อเดือนจึงยกกำลัง 60 |
กรณีนี้คือถอนกำไรออกทุกเดือน เงินต้นจึงค้างอยู่ที่ 100,000 บาทเท่าเดิมตลอด ดอกเดือนละ 10,000 บาท คูณ 12 เดือนได้ 120,000 บาท คิดเป็น 120% ของเงินต้น
ต่างจาก 213.8% ตรงที่อันนั้นปล่อยกำไรไว้ให้ทบ ฐานที่คิด 10% จึงโตขึ้นทุกเดือน
ต่อปี ซึ่งชนะนักลงทุนที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์อยู่เทียบด้วยตัวเลขที่ไม่ทบต้น ซึ่งเป็นกรณีที่ใจดีกับ Forex-3D ที่สุดแล้ว ถ้าเทียบด้วยตัวเลขทบต้น 213.8% ส่วนต่างจะเป็น 11 เท่า
ตัวเลขราว 20% ต่อปีของ Buffett คือค่าเฉลี่ยระยะยาวของ Berkshire Hathaway ตลอดหกสิบปี ไม่ใช่ผลตอบแทนของปีใดปีหนึ่ง
ถึงตรงนี้คำถามที่ค้างอยู่ในหัวคนอ่านมาตั้งแต่กล่องทองในไดอะแกรมเมื่อกี้จะดังขึ้นมาเต็มเสียง คือตกลง เขาเทรดจริงบ้างไหม เผลอ ๆ อาจมีสูตรลับจริงก็ได้
ตอบตรง ๆ เรื่องการเทรด
เท่าที่ปรากฏในสำนวน ไม่พบหลักฐานว่ามีการนำเงินของผู้เสียหายไปซื้อขายค่าเงินจริง ทั้งฝ่ายสอบสวนและอัยการเดินคดีบนข้อเท็จจริงชุดนี้ และศาลพิพากษาลงโทษบนฐานนี้ ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่เคยออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจรายใดรับเงินประชาชนไปเทรดค่าเงิน จึงไม่มีบัญชีที่ถูกกฎหมายให้เงินก้อนนี้ไปนั่งอยู่ได้ตั้งแต่ต้น สิ่งที่ผู้เสียหายเห็นคือตัวเลขบนหน้าเว็บของระบบที่ผู้ก่อตั้งควบคุมเอง ไม่ใช่รายงานสถานะบัญชีจากคนกลางที่ตรวจสอบได้ ที่ต้องพูดให้ตรงคือคำว่า "ไม่พบ" นี้เป็นข้อสรุปจากพยานหลักฐานในสำนวน ไม่ใช่การเดา และในคดีปอนซีทั่วโลก บางรายก็มีการลงทุนจริงปนอยู่บ้าง ซึ่งไม่เคยเปลี่ยนคำตัดสินเลย เพราะสิ่งที่ตัดสินคือเงินที่จ่ายออกมาจากไหน
ประเด็นที่หนักแน่นกว่าการเถียงเรื่องฝีมือการเทรดคือ ต่อให้เราสมมติสุดโต่งว่าเขาเทรดเก่งกาจแค่ไหน เลขคณิตชั้นประถมก็บอกได้เองว่าระบบแบบนี้อยู่ไม่ได้ ลองนับเงินในระบบดู
สมมติมีคนใหม่เอาเงินมาให้เดือนละ 10 ล้านบาทเท่ากันทุกเดือน และเงินที่จ่ายเป็นผลตอบแทนมาจากเงินของคนใหม่ล้วน ๆ ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงในสำนวนพอดี ทีนี้ดูว่าภาระจ่ายมันโตยังไง
| เดือนที่ | เงินใหม่เข้า | เงินต้นสะสมในระบบ | ต้องจ่ายผลตอบแทน | เหลือในมือ |
|---|---|---|---|---|
| 1 | 10 ล้าน | 0 ล้าน | 0 ล้าน | 10 ล้าน |
| 2 | 10 ล้าน | 10 ล้าน | 1 ล้าน | 9 ล้าน |
| 3 | 10 ล้าน | 20 ล้าน | 2 ล้าน | 8 ล้าน |
| 4 | 10 ล้าน | 30 ล้าน | 3 ล้าน | 7 ล้าน |
| 5 | 10 ล้าน | 40 ล้าน | 4 ล้าน | 6 ล้าน |
| 6 | 10 ล้าน | 50 ล้าน | 5 ล้าน | 5 ล้าน |
| 7 | 10 ล้าน | 60 ล้าน | 6 ล้าน | 4 ล้าน |
| 8 | 10 ล้าน | 70 ล้าน | 7 ล้าน | 3 ล้าน |
| 9 | 10 ล้าน | 80 ล้าน | 8 ล้าน | 2 ล้าน |
| 10 | 10 ล้าน | 90 ล้าน | 9 ล้าน | 1 ล้าน |
| 11 | 10 ล้าน | 100 ล้าน | 10 ล้าน | 0 ล้าน |
| 12 | 10 ล้าน | 110 ล้าน | 11 ล้าน | -1 ล้าน |
| 13 | 10 ล้าน | 120 ล้าน | 12 ล้าน | -2 ล้าน |
| 14 | 10 ล้าน | 130 ล้าน | 13 ล้าน | -3 ล้าน |
ตรงนี้มีคนแย้งได้ว่า ก็เพราะสมมติให้เงินเข้าเท่าเดิมทุกเดือนไง ถ้าสมาชิกโตขึ้นเรื่อย ๆ ล่ะ ถูกต้องครับ และคำตอบของกรณีนั้นคือสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้จบ ลองใส่การเติบโตเข้าไปดู
| เงินใหม่โตเดือนละ | เดือนแรกที่จ่ายไม่ไหว |
|---|---|
| 0% |
ตั้งเงินใหม่ของเดือนแรกเป็น 1 หน่วย ถ้าเงินใหม่โตเดือนละ g เงินที่ไหลเข้าในเดือนที่ n คือ (1+g) ยกกำลัง n−1 ส่วนเงินต้นที่สะสมอยู่ในระบบก่อนหน้านั้นคือผลรวมอนุกรมเรขาคณิต ระบบพังในเดือนแรกที่ภาระจ่ายแซงเงินที่ไหลเข้า คือเดือนแรกที่ แถวนี้คือกรณี g เท่ากับ 0 ซึ่งเงื่อนไขลดรูปเหลือ 0.10 คูณ (n−1) มากกว่า 1 จึงพังตั้งแต่เดือนที่ 12 และสังเกตว่าถ้า g ตั้งแต่ 0.10 ขึ้นไป อสมการนี้เป็นจริงไม่ได้เลย นั่นคือที่มาของแถวสุดท้าย |
| 3% | เดือนที่ 14 |
| 5% | เดือนที่ 16 |
| 8% | เดือนที่ 22 |
| 10% | ไม่พัง แต่ต้องโตแบบนี้ตลอดไป |
ประโยคสุดท้ายฟังดูเหมือนแค่ยาก แต่จริง ๆ มันเป็นไปไม่ได้เชิงกายภาพ โตเดือนละ 10 เปอร์เซ็นต์แปลว่าห้าปีผ่านไป เงินใหม่ที่ต้องไหลเข้าในเดือนนั้นเดือนเดียวต้องใหญ่กว่าเดือนแรก
เลข 60 คือจำนวนเดือนใน 5 ปี ตัวนี้ไม่ต้องลบ 1 เพราะเราถามว่าใหญ่ขึ้นกี่เท่า ซึ่งคือตัวคูณตรง ๆ ไม่ได้ถามว่ากำไรกี่เปอร์เซ็นต์ สังเกตว่ามันเป็นเลขตัวเดียวกับ 30,448,164 บาทในตารางแรก เพราะทั้งสองอันคือ 1.10 ยกกำลัง 60 เหมือนกัน ต่างกันแค่อันนั้นเอาไปคูณกับเงิน 100,000 บาท
โมเดลนี้ยังใจดีเกินจริงด้วยซ้ำ
ตารางข้างบนคิดแค่ภาระจ่ายผลตอบแทนอย่างเดียว มันยังไม่ได้นับ ค่าแนะนำที่จ่ายให้คนพาสมาชิกใหม่เข้ามา และยังไม่ได้นับ เงินต้นที่สมาชิกทยอยขอถอนคืน ทั้งสองอย่างเป็นเงินที่ไหลออกจริง ๆ ทั้งคู่ ถ้าใส่เข้าไปในโมเดล วันที่จ่ายไม่ไหวจะมาถึงเร็วกว่านี้อีก เลขที่เห็นในตารางจึงเป็นกรณีที่ดีที่สุดเท่าที่เครื่องแบบนี้จะเป็นได้ ไม่ใช่กรณีเลวร้ายที่สุด
เอาละ ตอนนี้เรารู้แล้วว่าเครื่องนี้มีวันหมดอายุแน่นอน คำถามคือมันหมดอายุเมื่อไรถ้าเปลี่ยนตัวเลข ลองเล่นดูเองได้เลยครับ
เครื่องหาวันหมดอายุของแชร์ลูกโซ่
ลองเลื่อนดูจะเจอความจริงข้อหนึ่ง ตราบใดที่การเติบโตของเงินใหม่ยังต่ำกว่าผลตอบแทนที่สัญญา ระบบมีวันตายที่คำนวณล่วงหน้าได้เสมอ และการทำให้มันไม่ตายต้องแลกด้วยการหาสมาชิกใหม่แบบทวีคูณ ซึ่งแปลว่าต้องมีคนถูกดูดเข้ามาเรื่อย ๆ จนหมดประเทศ นี่คือเหตุผลที่แชร์ลูกโซ่ทุกอันในประวัติศาสตร์จบเหมือนกันหมด ต่างกันแค่วันที่
ถ้าเลขมันชัดขนาดนั้น ทำไมคนเกือบหมื่นคนถึงยังโอนเงินไป คำตอบคือคนออกแบบไม่ได้ขายเลข เขาขายอย่างอื่น และแต่ละชั้นถูกวางมาแก้ข้อสงสัยคนละข้อ
ชั้นที่ 1: จ่ายจริงในช่วงแรก
นี่คือชั้นที่แพงที่สุดและได้ผลที่สุด ในปีแรก ๆ เงินจ่ายออกตรงเวลาทุกงวด คนที่ได้เงินไม่ได้โกหกใครเลยตอนที่เขาบอกเพื่อนว่ามันจ่ายจริง เขาพูดความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ระบบจึงได้พนักงานขายฟรีหลายพันคนที่มีหลักฐานเป็นสลิปธนาคารของตัวเอง
ชั้นที่ 2: ล็อกเงินต้นไว้ก่อน
เงื่อนไขห้ามถอนเงินต้นในช่วงแรกถูกขายเป็นเรื่องของความเป็นมืออาชีพ ว่าเงินต้องอยู่ในระบบนานพอให้ทีมเทรดทำงาน แต่หน้าที่จริงของมันคือ ยืดเวลาก่อนที่ภาระจ่ายจะโต ตามตารางข้างบน ทุกเดือนที่ล็อกได้คือเดือนที่เลื่อนวันตายออกไป
ชั้นที่ 3: แบ่งระดับสมาชิก
ห้าระดับตั้งแต่ Bronze ถึง Diamond ทำสองอย่างพร้อมกัน มันทำให้ระบบดูเหมือนผลิตภัณฑ์การเงินที่ออกแบบมาอย่างดี และมันดันให้คนที่เข้ามาแล้วอยากเติมเงินเพิ่มเพื่อเลื่อนขั้น คนที่เติมเพิ่มคือคนที่จะเจ็บที่สุดตอนจบ
ชั้นที่ 4: ค่าแนะนำเป็นสายงาน
พาคนเข้ามาแล้วได้ส่วนแบ่ง โครงสร้างนี้เปลี่ยนผู้เสียหายให้กลายเป็นผู้ชักชวน ซึ่งเป็นเหตุผลที่คดีแบบนี้มักมีคนที่เป็นทั้งเหยื่อและจำเลยในคนเดียวกัน มันยังทำให้แรงกดดันมาจากคนใกล้ตัวแทนที่จะมาจากคนแปลกหน้า
ชั้นที่ 5: ของจริงที่จับต้องได้
โชว์รูมรถหรู บริษัทที่จดทะเบียนถูกต้อง งานอีเวนต์ คนดังในภาพ ชั้นนี้ตอบคำถามที่ค้างอยู่ในใจคนอ่านตอนนี้พอดี ว่าถ้ามันปลอมแล้วเงินที่เห็นมาจากไหน คำตอบคือเงินนั้นมาจากผู้เสียหายคนก่อนหน้า และมันถูกเอาไปแปลงเป็นของที่มองเห็นได้เพื่อดูดคนถัดไป
ห้าชั้นนี้ต่อกันเป็นวงจรที่เลี้ยงตัวเองได้ เงินของคนใหม่กลายเป็นผลตอบแทนของคนเก่า ผลตอบแทนของคนเก่ากลายเป็นคำบอกเล่า คำบอกเล่ากลายเป็นคนใหม่ ส่วนของหรูที่ซื้อระหว่างทางทำหน้าที่เป็นป้ายโฆษณาที่เดินได้
ปลายปี 2561 คือช่วงที่เข็มนาฬิกาในตารางเมื่อกี้เดินมาถึงตำแหน่งที่มันต้องเดินมาถึงอยู่แล้ว เงินเริ่มออกช้า จากที่เคยเข้าตรงวัน กลายเป็นเข้าช้าไปสองสามวัน แล้วเป็นสัปดาห์ คนที่ขอถอนเงินต้นได้คำตอบว่าระบบกำลังปรับปรุง หรือตลาดช่วงนี้ผันผวนหนัก ขอเวลาอีกหน่อย
ฉากนี้คือฉากที่โหดที่สุดของเรื่องทั้งเรื่อง เพราะคนที่อยู่ในระบบตอนนั้นเจอทางเลือกที่บิดเบี้ยว ถ้าเชื่อว่ามันแค่สะดุด การรออีกหน่อยคือทางที่สมเหตุสมผลที่สุด และถ้ามีคนบอกว่าระบบต้องการสภาพคล่องเพิ่มเพื่อกลับมาจ่ายได้ การเติมเงินเข้าไปอีกก็ดูเป็นทางแก้ที่ตรงจุด คนจำนวนหนึ่งจึงเสียเงินก้อนใหญ่ที่สุดของตัวเองในช่วงที่เครื่องกำลังจะพัง ไม่ใช่ช่วงที่มันยังดูดี
ในทางกลไกมันไม่มีอะไรลึกลับเลย เงินใหม่ไล่ไม่ทันภาระจ่ายที่สะสมมาสามปี แต่ในทางความรู้สึกของคนที่อยู่ในนั้น มันคือช่วงที่ยังหวังได้อยู่ กว่าที่คนจะยอมรับว่าไม่ใช่แค่สะดุดและรวมตัวกันไปร้องทุกข์ก็ล่วงมาถึงปลายปี 2562 หนึ่งปีเต็มหลังจากงวดแรกที่จ่ายช้า
แต่ยังมีชั้นที่หกที่คนมองข้ามที่สุด และเป็นชั้นที่ผมอยากเจาะที่สุด คือกระดาษแผ่นหนึ่งจากราชการ
เวลามีคนชวนลงทุน แล้วเราถามว่าน่าเชื่อถือไหม คำตอบที่ปิดปากคนไทยได้เกือบทุกครั้งคือการเปิดหนังสือรับรองบริษัทให้ดู มีตราครุฑ มีเลขทะเบียนสิบสามหลัก มีชื่อกรรมการ มีทุนจดทะเบียนหลายสิบล้าน คนส่วนใหญ่เห็นแล้วเลิกถามต่อ
ปัญหาคือ หนังสือรับรองบริษัทไม่ได้แปลว่ารัฐตรวจสอบธุรกิจของคุณแล้ว มันแปลแค่ว่าคุณกรอกแบบฟอร์มครบและจ่ายค่าธรรมเนียมแล้ว
ความเข้าใจผิดนี้ไม่ใช่ความผิดของผู้เสียหาย มันเป็นผลข้างเคียงของการที่รัฐทำสองอย่างที่ต่างกันมากด้วยกระดาษที่หน้าตาคล้ายกัน คนที่อ่านหนังสือรับรองแล้วรู้สึกอุ่นใจกำลังอ่านคำตอบของคำถามที่เขาไม่ได้ถาม
แล้วถ้าการจดบริษัทมันง่ายและไม่ได้การันตีอะไรขนาดนั้น ทำไมคนทำธุรกิจสุจริตถึงยังอยากจด ตรงนี้ต้องเล่ายาวหน่อย เพราะมันคือเหตุผลเดียวกับที่คนไม่สุจริตก็อยากจดเหมือนกัน
แกะคำศัพท์
นิติบุคคล ในภาษาอังกฤษคือ juristic person หรือ legal person แปลตามตัวว่า "บุคคลที่เกิดจากกฎหมาย" แนวคิดคือกฎหมายสมมติให้องค์กรหนึ่งเป็นเหมือนคนอีกคนหนึ่ง มีชื่อ มีเลขประจำตัว เป็นเจ้าของทรัพย์ได้ ฟ้องและถูกฟ้องได้ เซ็นสัญญาได้ ในคดีนี้เราจะเห็นผลของแนวคิดนี้ตอนที่ศาลสั่งปรับ "บริษัท" ไม่ใช่ปรับคน
ข้อดีของการมีนิติบุคคลมีจริงและมีเยอะ แต่ข้อที่คนพูดถึงกันมากที่สุดคือภาษี ส่วนข้อที่มีน้ำหนักที่สุดจริง ๆ คือ การจำกัดความรับผิด คือถ้าธุรกิจเจ๊ง เจ้าหนี้ตามยึดได้แค่ของบริษัท ไม่ลามมาถึงบ้านของเจ้าของ กางข้อดีทั้งห้าข้อไว้ให้แล้วในกล่องข้างล่าง ใครรู้อยู่แล้วข้ามไปหัวข้อภาษีได้เลย
ส่วนวิธีตั้ง ปัจจุบันเบากว่าที่หลายคนจำมา ตั้งแต่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับแก้ไขลดจำนวนผู้เริ่มก่อการบริษัทจำกัดจากสามคนเหลือ สองคน ขั้นตอนคร่าว ๆ คือจองชื่อกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ ระบุวัตถุประสงค์และทุนจดทะเบียน ประชุมจัดตั้ง แต่งตั้งกรรมการและผู้สอบบัญชี แล้วยื่นจดทะเบียนซึ่งทุกวันนี้ทำออนไลน์ได้ จากนั้นค่อยไปเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท ขึ้นทะเบียนนายจ้างกับประกันสังคมถ้ามีลูกจ้าง และจดภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี
คำถามที่ควรถามก่อนตั้งไม่ใช่ "จดแล้วเท่ไหม" แต่เป็นสามข้อนี้
คิดแบบไหนถึงควรตั้งบริษัท
หนึ่ง ธุรกิจนี้มีความเสี่ยงที่จะเป็นหนี้ก้อนใหญ่หรือถูกฟ้องไหม ถ้ามี การจำกัดความรับผิดคุ้มค่าตั้งแต่วันแรกโดยไม่ต้องรอกำไร สอง กำไรต่อปีถึงระดับที่อัตราภาษีนิติบุคคลถูกกว่าอัตราก้าวหน้าของบุคคลธรรมดาหรือยัง สาม รับไหวไหมกับต้นทุนคงที่ที่ตามมา คือทำบัญชีทุกเดือน ปิดงบทุกปี ต้องมีผู้สอบบัญชีรับรอง ยื่นภาษีกลางปีและปลายปี ต้นทุนตรงนี้อยู่หลักหมื่นถึงหลายหมื่นบาทต่อปี ถ้ากำไรยังน้อย ภาษีที่ประหยัดได้อาจไม่พอจ่ายค่าทำบัญชีด้วยซ้ำ
เวลามีข่าวขบวนการแบบนี้ ประโยคที่โผล่มาในคอมเมนต์แทบทุกครั้งคือ "ก็จดบริษัทเพื่อเลี่ยงภาษีไง" ฟังดูเข้าท่ามาก และมันคือประโยคที่ควรเอามาตรวจ เพราะถ้าจริง มันควรอธิบายได้ว่าประหยัดไปเท่าไร ถ้าไม่จริง เราจะได้รู้ว่าบริษัทถูกใช้ทำอะไรกันแน่ในคดีนี้
เริ่มจากกติกาก่อน ความต่างระหว่างเสียภาษีในนามคนกับในนามบริษัทมีสองข้อ ข้อแรกคือ ฐานที่เอามาคิด บุคคลธรรมดาเสียภาษีจากเงินได้สุทธิ ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ตามอัตราเหมาที่กฎหมายกำหนดสำหรับเงินได้แต่ละประเภท ส่วนนิติบุคคลเสียภาษีจาก กำไรสุทธิ คือรายได้ลบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงเพื่อกิจการและมีเอกสารครบ ธุรกิจที่ต้นทุนสูงกว่าอัตราเหมาจึงได้เปรียบเมื่ออยู่ในรูปบริษัท
ข้อสองคือ รูปทรงของอัตรา บุคคลธรรมดาเป็นขั้นบันไดไต่ขึ้นไปถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กที่ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้อัตราพิเศษคือ กำไรส่วนแรก 300,000 บาทได้รับยกเว้น ส่วนที่เกินจนถึง 3 ล้านบาทเสีย 15 เปอร์เซ็นต์ และส่วนที่เกิน 3 ล้านบาทเสีย 20 เปอร์เซ็นต์
เอาสองอัตรามาชนกันบนกำไรเท่ากันเป๊ะ ๆ คำตอบสั้น ๆ คือ ประหยัดน้อยกว่าที่คนคิดมาก บริษัทเพิ่งเริ่มถูกกว่าบุคคลธรรมดาที่กำไรราว 1 ล้านบาทขึ้นไป และถ้าเจ้าของอยากดึงเงินออกมาใช้จริง ภาษีชั้นที่สองตอนจ่ายปันผลกินส่วนต่างไปเกือบหมด ใครอยากเห็นตัวเลขทุกช่อง กางตารางข้างล่างได้เลย
สองช่องที่ควรจ้องคือช่องขวาสุด ตอนที่บริษัทเริ่มถูกกว่าที่กำไร 1 ล้านบาท ส่วนต่างยังอยู่แค่หลักหมื่นบาทต่อปี ซึ่งอาจไม่พอจ่ายค่าทำบัญชีด้วยซ้ำ และที่กำไร 3 ล้านบาท พอบวกภาษีปันผลแล้วภาระรวมแทบเท่ากับการเป็นบุคคลธรรมดาเป๊ะ ๆ พูดอีกแบบคือ เงินที่อยู่ในบริษัทยังไม่ใช่เงินของคุณ ตอนดึงออกมาใช้มีภาษีชั้นที่สองรออยู่เสมอ
ความได้เปรียบจริงของบริษัทจึงมาจากอย่างอื่นมากกว่าตัวเลขอัตรา คือการเก็บกำไรไว้ในบริษัทเพื่อลงทุนต่อโดยยังไม่ดึงออก การจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท และการหักค่าใช้จ่ายจริงที่สูงกว่าอัตราเหมา ทั้งสามอย่างนี้เป็นเรื่องถูกกฎหมายทั้งหมดและเรียกว่าการวางแผนภาษี
เส้นแบ่งอยู่ตรงนี้ วางแผนภาษีคือการจัดโครงสร้างให้เข้ากับกฎที่มีอยู่ ส่วนการหลบเลี่ยงคือการทำให้รายการที่เกิดขึ้นจริงหายไปจากสายตารัฐ อย่างแรกกางให้สรรพากรดูได้ อย่างหลังกลัวการถูกดู
กลับมาที่ประโยคในคอมเมนต์ที่เปิดหัวข้อนี้ ถ้าเป้าหมายคือประหยัดภาษีล้วน ๆ การจดบริษัทให้ผลตอบแทนที่จืดเกินกว่าจะคุ้มความยุ่งยาก คนที่ตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อรับเงินประชาชนเป็นพันล้านจึงไม่ได้ทำเพราะตัวเลขในตารางเมื่อกี้ พวกเขาต้องการอย่างอื่นจากนิติบุคคล และมันคือสิ่งที่หัวข้อถัดไปจะกางให้ดู
ทีนี้กลับมาที่คดี ในสำนวนมีนิติบุคคลโผล่มาหลายราย รายที่ศาลลงโทษในฐานะจำเลยคือบริษัทอาร์เอ็มเอส แฟมิเลีย ซึ่งจดทะเบียนไว้ในเชิงที่ปรึกษาการลงทุน และบริษัทมีดีเพย์ นอกจากนี้ยังมีนิติบุคคลอื่นในเครือข่ายเดียวกันที่ทำธุรกิจบันเทิงและโชว์รูมรถหรู
ถามว่าทำไมขบวนการแบบนี้ถึงต้องมีบริษัทหลายตัว คำตอบมีสามข้อ และไม่มีข้อไหนเกี่ยวกับการทำธุรกิจเลย
ข้อ 1: ยืมความน่าเชื่อถือจากรัฐ
นี่คือประเด็นในหัวข้อที่แล้ว หนังสือรับรองทำให้ข้อเสนอเปลี่ยนสถานะจาก "เพื่อนชวนลงขัน" เป็น "บริษัทที่จดทะเบียนถูกต้อง" ในสายตาคนทั่วไป ทั้งที่รัฐไม่เคยรับรองอะไรเกี่ยวกับตัวธุรกิจเลย
ข้อ 2: ทำให้เงินที่รับมาดูเหมือนรายได้ของธุรกิจ
เงินที่โอนเข้าบัญชีบุคคลธรรมดาวันละหลายสิบรายการเป็นเรื่องที่ธนาคารสังเกตเห็นได้ง่าย แต่เงินโอนเข้าบัญชีบริษัทจำนวนมากคือภาพปกติของกิจการที่มีลูกค้าเยอะ การมีนิติบุคคลจึงเปลี่ยนธุรกรรมที่ผิดปกติให้กลืนไปกับพื้นหลัง
ข้อ 3: สร้างระยะห่างระหว่างเงินกับคน
เมื่อเงินเดินผ่านบริษัทหลายทอด แล้วออกไปเป็นการซื้อรถ ซื้อที่ดิน ซื้อคอนโด หรือลงทุนในกิจการอีกตัวหนึ่ง การลากเส้นกลับมาที่คนต้นทางต้องใช้เวลาสอบสวนเป็นปี ทุกทอดที่เพิ่มคือเวลาที่ซื้อได้
แกะคำศัพท์
Money laundering อ่านว่า "มันนี ลอนเดอริง" แปลตรงตัวว่า การซักฟอกเงิน ที่มาของคำเล่ากันว่ามาจากยุคมาเฟียชิคาโกที่เอาเงินผิดกฎหมายไปปนกับรายได้ของ laundromat คือร้านซักผ้าหยอดเหรียญที่รับเงินสดล้วนจนตรวจสอบยาก ตำราแบ่งกระบวนการเป็นสามช่วงคือ placement เอาเงินเข้าระบบการเงิน layering โยกไปมาหลายทอดจนตามยาก และ integration ทำให้เงินโผล่กลับมาในรูปทรัพย์สินที่ดูสะอาด กฎหมายไทยที่ใช้จัดการเรื่องนี้คือพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งให้อำนาจ ปปง. ยึดและอายัดทรัพย์ได้แม้คดีอาญายังไม่จบ
โชว์รูมรถหรูในคดีนี้จึงน่าสนใจมากกว่าที่เห็น รถหรูเป็นทรัพย์ที่ราคาสูงมากต่อชิ้น เคลื่อนย้ายได้ และราคาต่อรองได้กว้าง มันเลยเป็นภาชนะที่ดีสำหรับย้ายมูลค่าก้อนใหญ่ในธุรกรรมเดียว พร้อมกับทำหน้าที่เป็นป้ายโฆษณาความสำเร็จไปด้วยในตัว
ข้อที่คนแปลกใจกันมากคือ ในทางภาษีไทย เงินได้ที่มาจากการกระทำผิดกฎหมายก็ยังเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้เพราะที่มาของมันสกปรก ดังนั้นคนที่รับเงินจากประชาชนเข้ามาเป็นพันล้านแล้วไม่ยื่นแบบให้ถูกต้อง ก็มีปัญหาทางภาษีซ้อนขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งนอกเหนือจากคดีฉ้อโกง
แต่จุดที่ทำให้โครงสร้างบริษัทกลายเป็นเครื่องอำพรางในเคสนี้ ไม่ได้อยู่ที่การเลี่ยงจ่ายภาษีให้น้อยลง มันอยู่ที่การใช้ระบบบัญชีของบริษัทเป็น ฉากหลังที่ทำให้ตัวเลขดูมีที่มา เงินที่จริง ๆ แล้วเป็นเงินต้นของสมาชิกรายใหม่ ถูกบันทึกให้ดูเหมือนเป็นรายได้จากการประกอบกิจการ พอมีบัญชี มีงบการเงิน มีผู้สอบบัญชีเซ็น เอกสารชุดนี้ก็กลายเป็นหลักฐานยืนยันความมีอยู่จริงของธุรกิจได้อีกชั้น ทั้งต่อสายตาผู้เสียหายและต่อสายตาธนาคาร
ระวัง
นี่คือเหตุผลที่การถามหา "งบการเงิน" อย่างเดียวไม่พอ งบการเงินบอกว่าเงินเข้าเท่าไรออกเท่าไร แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเงินที่เข้ามานั้นเป็นรายได้จากการขายของจริงหรือเป็นเงินต้นของคนที่เพิ่งสมัคร ถ้าจะตรวจของแบบนี้ สิ่งที่ต้องขอดูคือหลักฐานของ กิจกรรมที่สร้างรายได้ เช่น รายงานสถานะบัญชีจากโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาต ซึ่งเป็นเอกสารที่คดีนี้ไม่เคยมี
คำถามนี้มักถูกถามด้วยน้ำเสียงตำหนิ ทั้งที่ข้อเท็จจริงชี้ไปทางตรงข้าม คนที่ตกเป็นเหยื่อการฉ้อโกงการลงทุนขนาดใหญ่มักเป็นคนที่มีเงินเก็บ มีเครือข่ายสังคมกว้าง และมีประสบการณ์ลงทุนมาบ้าง ด้วยเหตุผลที่ตรงไปตรงมามาก คือคนที่ไม่มีเงินเก็บไม่ถูกชวนตั้งแต่แรก
แกะคำศัพท์
Affinity fraud อ่านว่า "อะฟินิตี ฟรอด" คำว่า affinity แปลว่าความใกล้ชิดหรือความผูกพันร่วมกลุ่ม รวมกันแปลว่า การฉ้อโกงที่อาศัยความเป็นพวกเดียวกัน สำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐจัดหมวดนี้ไว้ต่างหากเพราะมันมีลายเซ็นชัด คือคนหลอกเป็นสมาชิกที่คนในกลุ่มยอมรับ ไม่ใช่คนแปลกหน้า เคสที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คือคดี Bernard Madoff (อ่านว่า "เบอร์นาร์ด เมดอฟฟ์") ที่หลอกเงินไปราวห้าหมื่นล้านดอลลาร์ โดยเหยื่อจำนวนมากคือคนรวยและองค์กรการกุศลที่อยู่ในแวดวงเดียวกับเขา
กลไกทางจิตวิทยาที่ทำงานอยู่มีสี่ตัว
ในคดีนี้ยังมีตัวเร่งอีกตัวคือคนดัง ซึ่งทำหน้าที่ขยายวงความไว้ใจออกไปนอกเครือข่ายส่วนตัวได้ทันที และเป็นประเด็นที่ศาลต้องชั่งอย่างระมัดระวัง เพราะการที่ใครสักคนปรากฏอยู่ในภาพ ไม่ได้แปลว่าเขารู้กลไกข้างใน
| เมื่อไร | เกิดอะไรขึ้น |
|---|---|
| มี.ค. 2558 | จดทะเบียนบริษัท อาร์เอ็มเอส แฟมิเลีย และเปิดเว็บไซต์ forex-3d.com ชูจุดขายว่ามีทีมเทรดระดับโลกและใช้ระบบคอมพิวเตอร์คำนวณค่าเงินให้ |
| พ.ย. 2558 | ศาลนับช่วงเวลากระทำผิดจากเดือนนี้เป็นต้นไป เริ่มรับเงินจากประชาชนเข้าระบบ |
| 2559 ถึง 2560 | ระบบจ่ายผลตอบแทนได้จริงและตรงเวลา ผู้ลงทุนรุ่นแรกกลายเป็นพยานบุคคลที่ดีที่สุดของขบวนการ ยอดสมาชิกขยายผ่านสายงานแนะนำ |
| ส.ค. 2561 | เปิดโชว์รูมรถหรูและขยายเข้าธุรกิจบันเทิง พาคนดังเข้ามาอยู่ในภาพ ความน่าเชื่อถือถูกเติมด้วยของที่จับต้องได้ |
| ปลาย 2561 | เริ่มจ่ายช้า ถอนเงินต้นไม่ได้ อ้างระบบมีปัญหาและตลาดผันผวน |
| พ.ย. 2562 | กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษ ผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์รวม 9,824 ราย ความเสียหายราว 2,489 ล้านบาท |
| ก.ย. 2563 | ปลายทางของช่วงเวลากระทำผิดตามที่อัยการฟ้อง สำนักงาน ปปง. เริ่มยึดและอายัดทรัพย์เป็นชุด |
| ม.ค. 2564 | จับกุมผู้ก่อตั้งได้ที่คอนโดย่านทองหล่อ |
| มี.ค. 2564 | อัยการยื่นฟ้องชุดใหญ่ คดีถูกแยกออกเป็นหลายสำนวนตามกลุ่มจำเลย |
| ธ.ค. 2567 | สำนวนของกลุ่มผู้สนับสนุนตัดสินก่อน จำคุกสามคน คนละ 49,125 ปี ยกฟ้องอีกสี่คน |
| 13 ส.ค. 2569 | สำนวนหลัก 24 จำเลยตัดสิน จำคุกห้าคน คนละ 49,110 ปี ปรับนิติบุคคลสองรายรายละ 4,911 ล้านบาท และยกฟ้องที่เหลือ |
สำนวนหลักมีจำเลย 24 คน ศาลอาญาพิพากษาว่าจำเลยห้าคนมีความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนและความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ คือนายอภิรักษ์ โกฎธิ ผู้ก่อตั้ง พร้อมผู้ร่วมงานอีกสี่คนที่ดูแลระบบ งานเลขานุการ และงานเอกสาร ส่วนนิติบุคคลจำเลยสองราย คือบริษัทอาร์เอ็มเอส แฟมิเลีย และบริษัทมีดีเพย์ ถูกปรับรายละ 4,911 ล้านบาท
ศาลยกฟ้องจำเลยที่เหลือ รวมถึงนางสาวสาวิกา ไชยเดช พี่ชาย และมารดา โดยให้เหตุผลว่าทางไต่สวนไม่ปรากฏว่าบุคคลเหล่านี้รู้ว่าธุรกิจเป็นการหลอกลวง หลายรายมีสถานะเป็นผู้ลงทุนเอง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
ทีนี้มาถึงตัวเลขที่เป็นพาดหัวข่าว จำคุกคนละ 49,110 ปี ตัวเลขนี้ไม่ได้สุ่มมา และมันเล่าเรื่องของมันเองได้
กฎหมายไทยมองการหลอกผู้เสียหายแต่ละรายเป็นความผิดคนละกรรมกัน ผู้เสียหายตามที่ศาลนับได้ 9,822 ราย จึงเท่ากับ 9,822 กรรม ศาลลงโทษกรรมละ 5 ปีสำหรับบุคคล และกรรมละ 500,000 บาทสำหรับนิติบุคคล คูณออกมาได้ตัวเลขทั้งสองพอดี
ถ้าใครสังเกตว่าเลขนี้ไม่ตรงกับตอนต้นบทความ คุณอ่านละเอียดถูกแล้วครับ ตัวเลข 9,824 รายคือจำนวนคนที่เข้าร้องทุกข์กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ส่วน 9,822 รายคือจำนวนที่ศาลนับเป็นกรรมได้ในสำนวนนี้หลังชั่งพยานหลักฐานรายคนแล้ว สองรายที่หายไปคือความต่างระหว่างการยื่นเรื่องกับการพิสูจน์ได้ในชั้นศาล ซึ่งเป็นเรื่องปกติของทุกคดีที่มีผู้เสียหายเยอะขนาดนี้
โน้ต
โทษจำคุก 49,110 ปีไม่ได้แปลว่าจะติดคุกนานขนาดนั้น ประมวลกฎหมายอาญาของไทยกำหนดเพดานไว้ว่า เมื่อรวมโทษทุกกระทงในความผิดกลุ่มนี้แล้ว จำคุกจริงได้ไม่เกิน 20 ปี ตัวเลขหลักหมื่นปีจึงมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์และในเชิงบันทึกว่ามีผู้เสียหายกี่ราย มากกว่าจะเป็นเวลาที่ใครจะอยู่ในเรือนจำจริง สำนวนก่อนหน้าที่ตัดสินเมื่อธันวาคม 2567 ก็ออกมาเป็น 49,125 ปีด้วยเลขคณิตชุดเดียวกัน ต่างกันแค่จำนวนผู้เสียหายที่ศาลนับได้ในสำนวนนั้น
ส่วนเงินที่ผู้เสียหายจะได้คืน ศาลสั่งให้จำเลยที่มีความผิดร่วมกันชดใช้ 2,490 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งดอกเบี้ยอย่างเดียวคิดเป็นราวปีละ
อัตรา 7.5% ต่อปีคืออัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่ศาลใช้กับค่าเสียหายในคดีลักษณะนี้ และเดินนับตั้งแต่วันผิดนัด ไม่ใช่นับจากวันพิพากษา ตัวเลขนี้จึงพอกขึ้นทุกปีที่ยังใช้หนี้ไม่ครบ และดอกเบี้ยปีเดียวก็เกินหนึ่งในสี่ของมูลค่าทรัพย์ทั้งหมดที่ยึดได้แล้ว
ตรงนี้คือส่วนที่ข่าวมักไม่เล่าต่อ คำพิพากษาให้ชดใช้เป็นคนละเรื่องกับเงินที่มีอยู่จริงให้ยึด สำนักงาน ปปง. ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์ในคดีนี้สามรอบ รวม 184 รายการ มูลค่าราว 586 ล้านบาท ประกอบด้วยรถยนต์ บ้าน ที่ดิน เพนต์เฮาส์ และเงินในบัญชี
| ความเสียหายตามฟ้อง | 2,489,820,322 บาท |
| ทรัพย์ที่ยึดและอายัดได้ | ราว 586,000,000 บาท |
| คิดเป็นสัดส่วนของความเสียหาย |
เอาทรัพย์ที่ยึดและอายัดได้หารด้วยความเสียหายตามฟ้อง แล้วคูณร้อย เป็นการเทียบแบบหยาบ เพราะมูลค่าทรัพย์ที่ยึดเป็นราคาประเมินตอนยึด ซึ่งเวลาขายทอดตลาดจริงมักได้ต่ำกว่านั้น และยังมีค่าใช้จ่ายในกระบวนการอีก ตัวเลขที่ถึงมือผู้เสียหายจริงจึงต่ำกว่า 23.5% |
| ความเสียหายเฉลี่ยต่อผู้เสียหายหนึ่งราย |
เป็นค่าเฉลี่ยเลขคณิตล้วน ๆ ของจริงกระจายตัวกว้างมาก เพราะระบบแบ่งสมาชิกเป็นห้าระดับ คนที่อยู่ระดับล่างเสียหลักหมื่น ส่วนคนที่ไต่ไปถึงระดับบนเสียหลักล้าน แปลว่าค่ามัธยฐานน่าจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตัวนี้พอสมควร แต่ตัวเลขรายคนไม่ได้เปิดเผยจึงคำนวณไม่ได้ |
| ถ้าเฉลี่ยคืนเท่ากันทุกราย จะได้คืนราว |
เอาทรัพย์ที่ยึดได้ทั้งหมดหารจำนวนผู้เสียหาย เป็นภาพคร่าว ๆ ของขนาดช่องว่างเท่านั้น ในทางปฏิบัติการเฉลี่ยทรัพย์คืนไม่ได้แบ่งหัวละเท่ากัน แต่แบ่งตามสัดส่วนความเสียหายที่แต่ละคนพิสูจน์ได้ คนที่เสีย 1,013,770 บาทจึงได้คืนมากกว่าคนที่เสีย 63,361 บาทตามสัดส่วน |
ตัวเลข 23.5 เปอร์เซ็นต์นี้อธิบายด้วยกลไกที่เราแกะกันมาทั้งบทความ เงินส่วนใหญ่ไม่ได้หายไปในตลาดค่าเงิน มันถูกจ่ายออกไปแล้วจริง ๆ ในรูปผลตอบแทนของสมาชิกรุ่นก่อนและค่าแนะนำสายงาน ซึ่งกระจายไปอยู่ในมือคนหลายพันคนและถูกใช้ไปแล้ว ส่วนที่เหลือถูกแปลงเป็นทรัพย์สินที่มูลค่าลดลงตามเวลา
ในคดีแชร์ลูกโซ่ คำพิพากษาที่เขียนว่าให้ชดใช้เต็มจำนวน กับเงินที่ผู้เสียหายจะได้จับจริง เป็นตัวเลขคนละชุดเสมอ
ทุกข้อในนี้ถอดมาจากกลไกที่เล่าไปข้างบน ไม่ใช่คำเตือนลอย ๆ
ถามห้าข้อนี้ก่อนเสมอ
1. ใบอนุญาตอะไร ออกโดยใคร ขอเลขที่ใบอนุญาตแล้วไปเช็กเองที่เว็บของ ธปท. หรือ ก.ล.ต. อย่ารับหนังสือรับรองบริษัทเป็นคำตอบ เพราะมันคนละใบกัน
2. กำไรมาจากกิจกรรมอะไร ถ้าคำอธิบายจบลงที่ "ระบบ" หรือ "ทีมงานมืออาชีพ" โดยไม่มีรายงานการเทรดจากคนกลางที่ตรวจสอบได้ แปลว่าไม่มีคำตอบ
3. ถ้าขาดทุน ใครรับ ข้อเสนอที่บอกว่ารับประกันเงินต้นพร้อมผลตอบแทนสูง เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในตลาดที่มีความเสี่ยง ถ้าใครทำได้จริงเขาไปกู้แบงก์มาทำเองแล้ว ไม่ต้องมาชวนเรา
4. เงินไปอยู่ในชื่อใคร ผู้ให้บริการที่มีใบอนุญาตต้องแยกเงินลูกค้าออกจากเงินบริษัท ถ้าโอนเข้าบัญชีส่วนตัวหรือบัญชีบริษัทที่ปนกันหมด แปลว่าไม่มีการแยกเงิน
5. ผลตอบแทนต่อเดือนกี่เปอร์เซ็นต์ เอาไปคูณสิบสองแล้วลองถามตัวเองว่ามีใครในโลกทำได้ต่อเนื่องไหม แล้วเลื่อนกลับไปเล่นเครื่องคิดเลขข้างบนเพื่อดูว่าถ้าเป็นแชร์ลูกโซ่ มันจะพังเดือนที่เท่าไร
ข้อที่ยากที่สุดไม่ใช่ห้าข้อนี้ แต่คือการยอมถามคำถามพวกนี้กับคนที่เรารักและเชื่อใจ ถ้าเขาหวังดีจริง เขาจะไม่โกรธที่เราถาม และถ้าเขาโกรธที่เราถาม นั่นก็เป็นคำตอบอีกแบบหนึ่ง
Forex-3D ไม่ได้ชนะเพราะเข้าใจตลาดค่าเงินดีกว่าเหยื่อ มันชนะเพราะเอาของถูกกฎหมายสี่อย่างมาเรียงต่อกัน ตลาดที่คนไทยไม่มีใครกำกับ อาชีพนายหน้าที่ไม่มีใครออกใบอนุญาตให้ กระดาษจดทะเบียนบริษัทที่รัฐออกให้ทุกคน และระบบบัญชีที่ทำให้เงินของคนใหม่ดูเหมือนรายได้ของกิจการ แล้วเติมของอย่างเดียวที่ผิดกฎหมายลงไปตรงกลาง คือคำสัญญาว่ามีเลขที่ไม่มีวันจริง
ส่วนตัวเลข 49,110 ปีที่เป็นพาดหัวข่าววันนี้ ถ้าอ่านให้ถูก มันไม่ใช่ความยาวของโทษ มันคือ 9,822 คูณด้วย 5 ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่าใครจะติดคุกนานแค่ไหน มันบอกว่ามีคนกี่คนที่เชื่อเขา
เรียบเรียงและอธิบายใหม่ด้วยคำตัวเอง โดยตรวจสอบข้อเท็จจริงกับแหล่งด้านล่าง สืบค้นทั้งหมดเมื่อ 13 สิงหาคม 2026